เมื่อวันที่ 8 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากข้อมูลของสำนักงานธนานุเคราะห์ (สธค.) หรือโรงรับจำนำของรัฐที่อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รายงานว่า จากข้อมูลเชิงสถิติล่าสุด ในช่วงเปิดภาคเรียนนี้ มีประชาชนเข้ามาใช้บริการ สธค. โดยมีมูลค่าทรัพย์จำนำคงเหลือ ช่วงเดือนพ.ค. 2569 จำนวน 8,260 ล้านบาท เทียบช่วงเวลาเดียวกันในปี 2568 ถือว่าเพิ่มขึ้น 1,429 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 21%  ทั้งนี้ ปัจจุบัน สธค.มีเงินสำรองหมุนเวียนในระบบประมาณ 790 ล้านบาท เพื่อรองรับการให้บริการในช่วงนี้สำหรับพื้นที่ที่มียอดจำนำสูงสุด  5 จังหวัดแรก คือ กรุงเทพมหานคร ระยอง นนทบุรี ปทุมธานี สุราษฎร์ธานี ตามลำดับ 

สำหรับ รายการทรัพย์จำนำมากที่สุด อันดับหนึ่ง ได้แก่ ทองคำ (96.5%) มีการนำมาจำนำสูงสุดถึง 65.75% ของสิ่งของที่มาจำนำ รองลงมาคือ ทองเจือคิดเป็น 24.47% อันดับสามคือ เพชร คิดเป็น 7.46% และสิ่งของเบ็ดเตล็ด คิดเป็น  2% นอกจากนี้ยังพบว่ามีการนำสิ่งของ อุปกรณ์ทำกินอื่นๆ มาจำนำด้วย อาทิ  เครื่องตัดหญ้า นาฬิกาทองคำ แหนบทองคำ เครื่องชงกาแฟ เครื่องดนตรี (กีตาร์ไฟฟ้า) จักรยานเสือหมอบ พระเครื่อง (ตีราคาเฉพาะกรอบทอง) เครื่องปั่นไฟขนาดเล็กตลอดจน เครื่องเงิน เครื่องทองเหลืองเป็นต้น

สธค. ได้ดำเนินโครงการ ‘Back to School ฟรีดอกเบี้ย’ โดยกำหนดให้ลูกค้าที่มีวงเงินจำนำไม่เกิน 5,000 บาท ได้รับสิทธิ์ฟรีดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา เดือน ระหว่างวันที่ 16 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ซึ่งโดยมีการเตรียมความพร้อมใน 3 มิติหลัก ได้แก่การบริหารสภาพคล่อง เพื่อให้มีวงเงินเพียงพอรองรับความต้องการการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและสาขา เพื่อให้บริการได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพการพัฒนาช่องทางบริการ ทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์แนวทางดังกล่าวสะท้อนการดำเนินงานเชิงรุก และการใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างทันท่วงที