เมื่อวันที่ 10 ก.ย. เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่คำวินิจฉัย กกต. ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง รวมถึงสั่งดำเนินคดีอาญา พล.ท.โสภณ สิริงาม นายเรืองวิทย์ พายุหะมารวย นายเฉลิมศักดิ์ แสนปาง นายชัยชนะ เนาวงศ์ นายบรรลุ บุตรศาสตร์ นายเมธี บุญเจริญธนากุล นายสนอง กาสิงห์ ผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัดจังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มที่ 1 บริหารราชการและความมั่นคง พ.อ.สมบูรณ์ชัยย์ อรัญพูล น.ส.ณัฏฐยาหรือณัฐณิชา รัตนะ บุคคลซึ่งไม่ใช่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สว.ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 มาตรา 62 มาตรา 77 (1) มาตรา 79 มาตรา 81 และรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 226

เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวน พยานไต่สวนประกอบคนที่ 2 ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือก สว.ให้ถ้อยคำยืนยันว่า วันที่ 10 -14 มิ.ย.2567 หลังจากตนเองโทรศัพท์ไปแนะนำตัวกับพล.ท.โสภณ และนัดหมายรับประทานอาหารเพื่อพูดคุยทำความรู้จักผู้มีสิทธิเลือก สว.ระดับจังหวัดที่ร้านอาหารสุขใจแลนด์ ริมถนนทางเลี่ยงเมืองระหว่างทางไปอำเภอเชียงขวัญและอำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด โดยได้พบกับนายชัยชนะ นายสนอง และนายเฉลิมศักดิ์ ต่อมานายเรืองวิทย์ได้ส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ชักชวนให้พยานไต่สวนประกอบคนที่ 2 อยู่ในทีมของพล.ท.โสภณ โดยให้ลงคะแนนเลือกพล.ท.โสภณ 1 คะแนน  และเลือกตัวเอง 1 คะแนน และจะให้ค่าตอบแทนเป็นเงิน 15,000 บาท พยานไต่สวนคนที่ 2 ตอบตกลง นัดหมายรับเงินที่ร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอนในปั๊มน้ำมันปตท. ถนนแจ้งสนิท อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด เมื่อไปถึงนายเฉลิมศักดิ์และพ.อ.สมบูรณ์ชัยย์ ซึ่งแสดงตนมาตลอดว่าเป็นตัวแทนของพล.ท.โสภณ พูดถึงเรื่องการลงคะแนนเลือกพล.ท.โสภณ ในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัดร้อยเอ็ดกลุ่มที่ 1 พยานไต่สวนประกอบคนที่ 2 ตอบตกลง พล.ท.โสภณจึงใช้โทรศัพท์มือถือโอนเงินมายังบัญชีพ.อ.สมบูรณ์ชัยย์ และ พ.อ.สมบูรณ์ชัยย์ จึงโอนเงินจำนวนดังกล่าวมาเข้าบัญชีของพยานไต่สวนประกอบคนที่ 2 ปรากฏหลักฐานการโอนเงินและรูปถ่ายการสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์

นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานจากการตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมทางการเงินว่าพล.ท.โสภณรู้เห็นสนับสนุนให้พ.อ.สมบูรณ์ชัยย์โอนเงิน 15,000 บาทให้แก่นายเฉลิมศักดิ์ และรู้เห็นสนับสนุนให้น.ส.ณัฏฐยาหรือน.ส.ณัฐณิชาโอนเงิน 15,000 บาทให้กับนายเรืองวิทย์ เพื่อจูงใจให้นายเฉลิมศักดิ์และนายเรืองวิทย์ สมัครเข้ารับเลือกเป็นสว.หรือเพื่อจูงใจให้นายเฉลิมศักดิ์ และนายเรืองวิทย์ลงคะแนนให้พล.ท.โสภณ

และปรากฏหลักฐานเป็นภาพถ่ายการสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ ข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ และคลิปวิดีโอบันทึกการสนทนายืนยันข้อเท็จจริงจากการไต่สวนพยานไต่สวนประกอบคนที่ 2 ว่าก่อนวันที่ 16 มิ.ย.2567 ที่จะมีการเลือกสว.ระดับจังหวัดของจังหวัดร้อยเอ็ด นายชัยชนะ นายบรรลุ นายสนอง นายเมธีได้กระทำการสนับสนุนรู้เห็นเป็นใจให้นายชัยชนะ เสนอเงินหรือสัญญาว่าจะให้เงินตั้งแต่ 20,000-50,000 บาทแก่พยานไต่สวนคนที่ 2 เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเลือกนายชัยชนะและนายบรรลุในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัดของจังหวัดร้อยเอ็ดในการลงคะแนนเลือกบุคคลในกลุ่มเดียวกัน

รวมถึงยังปรากฏหลักฐานการจูงใจให้นายสนองลงคะแนนเลือกนายชัยชนะในการเลือกสว.ระดับจังหวัดร้อยเอ็ดกลุ่มที่ 1 รอบการลงคะแนนเลือกบุคคลในกลุ่มเดียวกัน โดยเป็นข้อความในแอปพลิเคชันไลน์ที่นายชัยชนะ ติดต่อให้พยานไต่สวนประกอบคนที่ 2 ช่วยจองห้องพักโรงแรมเดอะไรซ์ จ.ร้อยเอ็ด จำนวน 2 ห้องเพื่อเข้าพักในวันที่ 15 มิ.ย.2567 ในนามของนายชัยชนะและนายสนอง ราคาห้องละ 750 บาท พร้อมหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีจำนวน 1,500 บาท

และในวันที่ 16 มิ.ย.67 ซึ่งเป็นวันเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัดร้อยเอ็ด ยังปรากฏหลักฐานการโอนเงินที่ทำให้เชื่อว่าพล.ท.โสภณ สนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจให้น.ส.ณัฏฐยาหรือณัฐณิชาโอนเงิน 15,000 บาทให้แก่นายเรืองวิทย์เพื่อจูงใจให้นายเรืองวิทย์ลงคะแนนเลือกพล.ท.โสภณ ในการเลือกสว.ระดับจังหวัดร้อยเอ็ดกลุ่มที่ 1 รอบการลงคะแนนเลือกบุคคลในกลุ่มเดียวกัน การกระทำของนายเรืองวิทย์จึงเข้าข่ายเรียกรับเงินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด

จากกรณีทั้งหมด กกต.จึงเห็นว่าเป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 มาตรา 77 (1) มาตรา 79 มาตรา 81 และเป็นการทุจริตในการเลือกมีผลทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมตามมาตรา 62 ของกฎหมายเดียวกันจึงให้มีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและสั่งดำเนินคดีดังกล่าว.