จากกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้รับโทษจำคุก 1 ปี  ต่อมา กรมราชทัณฑ์ย้ายนายทักษิณ ไปควบคุมยังเรือนจำกลางคลองเปรม  เนื่องจากเป็นนักโทษเด็ดขาดเพื่อแยกการปฏิบัติตามประเภทของผู้ต้องขังอย่างเหมาะสม

นายทักษิณหากรับโทษมาแล้ว 6 เดือน ก็จะได้พักโทษกลับไปคุมประพฤติที่บ้านได้  แต่ยังไม่สามารถใช้เงื่อนไขคุมขังนอกเรือนจำได้ เพราะราชทัณฑ์ยังไม่พร้อม เช่นยังไม่มีกำไลอีเอ็มเพียงพอ และสามารถลุ้นพระราชทานอภัยโทษได้ โดยต้องดูเกณฑ์ตาม พ.ร.ฎ.ที่ออกมาแต่ละรอบ

รายงานข่าวจากเรือนจำกลางคลองเปรม ระบุว่า คืนวันที่  9 ก.ย. นายทักษิณ สามารถนอนหลับได้ ปรับตัวได้เป็นอย่างดี ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เรือนจำ สามารถรับประทานอาหารได้  ยังไม่ได้มีการร้องขอสิ่งใดเป็นพิเศษ  เจ้าหน้าที่ตรวจสุขภาพร่างกายโรคประจำตัว การใช้ยารักษาโรค  สุขภาพจิตใจ พบว่าโดยรวมเป็นไปในทิศทางที่ดี

นายภูเทพ ทวีโชติธนากุล รองเลขาธิการ ป.ป.ช. รองโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. กล่าวว่า ป.ป.ช.กำลังคัดคำพิพากษาเพื่อประกอบสำนวน  เมื่อมีประเด็นที่ศาลบอกว่านายทักษิณได้ประโยชน์จากการพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ ก็ต้องมาดูว่าประโยชน์ที่ว่าให้อะไรกับใคร เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่หรือไม่ มีเอกชนมาเพิ่มหรือไม่ จึงอาจต้องเพิ่มการสอบสวนในสำนวน

ที่กระทรวงมหาดไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ว่า  เรื่องเขากระโดงนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ที่จะมารับตำแหน่ง รมว.มหาดไทย บอกว่า ทุกอย่างให้เป็นไปตามกระบวนการ ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นจริงๆ เชื่อว่าท่านเป็นถึงนายกฯ ท่านคงมีวิจารณญาณ ว่าทำอะไรก็ตามก็อยู่ในสายตาพี่น้องประชาชน 

เมื่อวันที่ 9 ก.ย. เห็นภาพนายทักษิณ สวมชุดคอกลมสีฟ้า และดูเหมือนจะกล้อนผมด้วย ก็สะเทือนใจ ตนคิดว่านายทักษิณพิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้าจะหนีไปเลยก็ไปได้ เพราะอยู่นอกประเทศอยู่แล้ว และอยู่เมืองนอกไม่ได้ลำบาก ซึ่งการที่ตัดสินใจกลับมา ถือว่านายทักษิณเป็นคนที่รับผิดชอบต่อตัวท่านเอง และประชาชนที่เคารพนับถือท่าน เราพรรคเพื่อไทยก็ขอสู้กันไป ทำให้พรรคกลับมาเป็นที่นิยมให้มากขึ้นให้ได้

ประเด็นสำคัญวันที่ 10 ก.ย. ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดี เกี่ยวกับการทำประชามติรัฐธรรมนูญ  มีความเห็นว่า 1.ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (5 ต่อ 2) วินิจฉัยว่า ภายได้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 รัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ให้ความเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อน 

การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ของรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้  แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (6 ต่อ 1) วินิจฉัยว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องจัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง ได้แก่  ครั้งที่ 1 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ครั้งที่ 2 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่ามีวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญอย่างไร  ครั้งที่ 3 ภายหลังรัฐสภาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่  อนึ่ง การออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 อาจรวมเป็นครั้งเดียวกันได้

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงว่า เราควรเดินหน้าสู่การจัดทําประชามติรอบที่ 1 พร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นจากการยุบสภาภายใน 4 เดือน หลัง ครม.ใหม่ เข้าปฏิบัติหน้าที่  รัฐสภาต้องให้ความเห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15 เพื่อเพิ่มกลไกในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่  สส.จากแต่ละพรรคการเมือง ควรยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15 เข้าสู่รัฐสภาโดยเร็ว ไม่ควรเกินสัปดาห์หน้า  

“พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคแกนนํารัฐบาล ควรพิจารณารวบรวมเสียง สส.รัฐบาล เพื่อยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15 ของตนเองเข้าสู่รัฐสภาโดยเร็ว  ควรมีเนื้อหาที่เป็นการเสนอให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งตามข้อตกลง  แม้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่เราเห็นว่าคําวินิจฉัยดังกล่าว อาจยังไม่ได้ปิดประตูต่อการมี ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง เนื่องจากรัฐสภา สามารถออกแบบกลไกให้ ส.ส.ร. ส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ ส.ส.ร. จัดทํา มาที่รัฐสภา ก่อนส่งไปทําประชามติกับประชาชนได้ อย่างไรก็ตาม คงต้องรอดูรายละเอียดในคําวินิจฉัยฉบับเต็ม” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์  ยังกล่าวถึงโฉมหน้า ครม.ใหม่ว่า  ขอรอเวลาอีกสักพักหนึ่งจะให้ความเห็น จากที่มีข่าวว่าที่ รมว.ยุติธรรม เป็นบุรีรัมย์คอนเนคชั่น และเป็นคนสนิทของ สว.สายสีน้ำเงิน เราก็พร้อมตรวจสอบทันที  อยากให้จับตาการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันแรก ที่นอกเหนือจากเนื้อหานโยบายที่รัฐบาลจะมาแถลงแล้ว ในเรื่องของความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมของ ครม. เราก็เตรียมเนื้อหาที่จะอภิปรายไว้เรียบร้อย

ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี  ให้สัมภาษณ์กรณีนั่งควบตำแหน่ง รมว.มหาดไทย จะพิจารณากรณีที่มีการแก้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยให้กีฬาโป๊กเกอร์ถูกกฎหมายอย่างไร ว่า จะมาบอกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจโดยการใช้การพนันนั้น คงต้องรอนายกรัฐมนตรีคนอื่น ตนไม่เห็นด้วยทางนี้ 

การจะทบทวนให้โป๊กเกอร์กลับไปผิดกฎหมายหรือไม่  ก็ขอดูรายละเอียดก่อน เพราะหลังจากตนออกจากตำแหน่ง  รมว.มหาดไทย 2 วัน ปรากฏว่าประกาศเรื่องนี้เข้ามาเลยและไม่ได้มาบอกตน และไม่รู้จะไปถามใครเพราะไม่มีหน้าที่แล้ว แต่เมื่อกลับมากำลังจะมีหน้าที่ก็เชิญฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการปกครองมาคุย  ตอนที่ตนเป็นรมว.มหาดไทย ก็บอกว่าไม่ควรทำ แต่พอตนไม่อยู่ก็ทำ ก็ต้องถาม

เมื่อถามว่า สำหรับกรณีที่มีการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่มองว่าไม่เป็นธรรม จะคืนความเป็นธรรมให้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า  ประเทศอยู่ได้ด้วยธรรมะและความยุติธรรม  จะทบทวนคนที่ถูกย้ายแน่นอน ส่วนรายชื่อรัฐมนตรียังรอผลการตรวจสอบประวัติ และยังสรุปไม่ได้ว่า จะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เมื่อไร  ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับชื่อ รมว.ยุติธรรม ที่ดูเหมือนว่าจะเหลือเพียงตำแหน่งเดียวที่ยังไม่มีชื่อ ล่าสุดได้ชื่อแล้ว ซึ่งจะเปิดตัวในเร็วๆ นี้

อีกเรื่องหนึ่ง ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จังหวัดสระบุรี ศาลอ่านคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ อท.95/2567 ที่นายวีระ สมความคิด ยื่นฟ้อง นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการ ป.ป.ช. กับพวกรวม 12 คน ประกอบด้วย นายวรวิทย์ สุขบุญ จำเลยที่ 2 พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ จำเลยที่ 3 นายปรีชา เลิศกมลมาศ จำเลยที่ 4 พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง จำเลยที่ 5 นายณรงค์ รัฐอมฤต จำเลยที่ 6  น.ส.สุภา ปิยะจิตติ จำเลยที่ 7 นายวิทยา อาคมพิทักษ์ จำเลยที่ 8 นางสุวณา สุวรรณจูฑะ จำเลยที่ 9  พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ จำเลยที่ 10 นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา จำเลยที่ 11 และนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข จำเลยที่ 12 ทั้งหมดเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ขณะเกิดเหตุ 

คดีนี้ คือคดีที่นายวีระร้องขอให้ ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูลการไต่สวนคดีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)  นายวีระขอข้อมูลเกี่ยวกับสำนวนการไต่สวน  3 รายการคือ 1.รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมด 2.ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ทุกคนที่รับผิดชอบในเรื่องกล่าวหาดังกล่าว 3.รายการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเมื่อมีปัญหาการเปิดเผยข้อมูล นายวีระร้องต่อศาลปกครอง  ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารทั้ง 3 รายการ ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคมการบริหารราชการแผ่นดิน  

แต่จำเลยที่ 1, 3, 7, 8, 9, 11, 12  ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด (ระหว่างพิจารณาโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลอนุญาต)  ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีมติให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 3, 7, 8, 11  (พล.ต.อ.วัชรพล น.ส.สุภา นายวิทยา นายณัฐจักร)  ยกฟ้องจำเลยที่ 1, 2, 5, 6, 9, 10, 12 ศาลนัดพร้อมสอบคำให้การและกำหนดวันนัดพิจารณา ในวันที่ 28  ต.ค.