ก็เรียกว่าซวยไป คือแทนที่จะอยู่“แค่ไม่ถึงปี”ถ้าเข้าเรือนจำแต่แรก เชื่อเถิดว่า กระบวนการจองจำบ้านเรา ยิ่งนักโทษระดับนี้มีคนช่วยแน่ ระเบียบคุมขังนอกเรือนจำอาจเสร็จทันให้อดีตนายกฯใส่กำไลอยู่บ้าน หรือความที่อายุมาก ก็ขอเข้าเกณฑ์พักโทษ หรือรอพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษในวาระสำคัญๆ แต่เมื่อเลือกที่จะลับลวงพรางกัน ก็เลยเสียเวลาชีวิตไปเปล่าๆ ปลี้ๆ เรื่องนี้ก็ควรเป็นบรรทัดฐานให้ใครอยากฉลาดแกมโกงให้เลิกคิด ปล่อยให้เป็นไปตามระบบ

การที่อดีตนายกฯแม้วถูกจำคุก จากที่ก่อนหน้านั้น“อดีตนายกฯอิ๊งค์”แพทองธาร ชินวัตร ก็ถูกสอยจากเหตุขาดคุณธรรมจริยธรรม จึงขาดคุณสมบัติการเป็นนายกฯไปด้วย ( ซึ่งถ้ายังใช้รัฐธรรมนูญ 60 อยู่จนถึงวันเลือกตั้ง อดีตนายกฯอิ๊งค์ก็เป็นแคนดิเดตไม่ได้แล้ว ) ทำให้เกิดแผ่นดินไหวมหึมาในพรรคเพื่อไทย บั่นทอดสั่นคลอนความรู้สึก“เคยเป็นที่หนึ่ง” ของพรรคครั้งใหญ่ หลังจากแพ้เลือกตั้งให้พรรคก้าวไกลไปในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ผ่านมา

ในอดีต เคยเกิดเหตุการณ์ที่ไม่เป็นคุณต่อพรรคอย่างการถูกยุบพรรคหรือรัฐประหาร แต่แม้จะอย่างนั้น“ผู้นำทางความคิด”ของพรรคก็ยังอยู่ “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ”ยังเป็นสโลแกนที่ขายได้ และพรรคสื่อสารสร้างภาพนักสู้อำนาจนอกระบบ …แต่มาวันนี้ ตัวอดีตนายกฯแม้วก็ด่างพร้อยไปมาก เสียภาพลักษณ์ไปอักโขจากคดีชั้น 14 ลูกสาวแพทองธารก็ไม่ได้สร้างคะแนนนิยมได้มากเท่าไร ถูกมองเป็นการเมืองบ้านเก่า ที่ตระกูลหนึ่งเป็นเจ้าของพรรค

โจทย์ใหญ่ของเพื่อไทยวันนี้ ไม่ใช่แค่คิดจะเป็นฝ่ายค้าน ท่องแต่ว่า “รัฐบาลต้องเล่นงานเขากระโดง ฮั้วสว.ๆๆๆ” แต่คงต้องเสริมสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของพรรค ชูจุดขายที่เห็นได้ว่า “ไม่ใช่พรรคของตระกูลใดตระกูลหนึ่ง”ซึ่งก็ยากอยู่ เพราะการทำการตลาดขายชินวัตรที่ผ่านมามันสำเร็จตลอด จนแทบไม่เห็นแผนอื่นขายความเป็นพรรค…วันนี้ชื่อทักษิณจะเสื่อมมนต์ขลังแล้วหรือไม่ ? ก็ต้องรอการเลือกตั้งที่จะถึงในปีหน้า แต่ต้องเดินเกมป้องกันความประมาทด้วย

นั่นคือ“จะชูใครขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ของพรรคคนใหม่” ค่อยๆ ใช้กลยุทธ์การขายให้คนยอมรับ พรรคก้าวไกลเคยทำสำเร็จจากกรณีพิธา ลิ้มเจริญรัตน์..ชูตัวหัวหน้าพรรคขึ้นมา ขณะที่ลูกพรรคคนอื่นก็ขายความเชี่ยวชาญเฉพาะตัว เช่นด้านทหาร ด้านกฎหมาย แรงงาน ทำให้เป็นพรรคที่ดูจับงานได้หลายทาง ส่วนเพื่อไทย กระแสข่าวแว่วว่า “อาจดึงตัวชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม.มานำ” เพราะภาพลักษณ์ดี แต่ถ้าให้ลาออกก่อนครบวาระเห็นทีจะโดนต่อว่าหนัก

รอดูเพื่อไทยรีแบรนด์พรรคต่อไป..อีกพรรคหนึ่งที่ต้องรีแบรนด์คือประชาธิปัตย์ ซึ่ง“เสี่ยต่อ”เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคได้ลาออกไปเพราะปัญหาสุขภาพ การเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ท้าทายมาก เพราะเป็นการเลือกชุดที่ต้องนำทัพเลือกตั้ง ในวันที่พรรคเกิดภาวะเลือดไหลออกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งลูกพรรคที่ออกไปบางคนพูดว่า “เพราะอุดมการณ์เปลี่ยน”ตั้งแต่การที่ไปร่วมรัฐบาลประยุทธ์ และ“เหลือทน”เมื่อร่วมรัฐบาลเพื่อไทย ทั้งที่ต่อต้านระบอบทักษิณ

แนวทางเบื้องต้นของการรีแบรนด์ประชาธิปัตย์ก็คงไม่ต่างจากเพื่อไทย คือ“หาหัวที่เป็นที่ยอมรับมาให้ได้ก่อน” โดยเฉพาะที่สำคัญคือ ต้องเป็นคนที่เชื่อได้ว่าในพื้นที่ที่พรรคเคยแข็งแรง ทั้งภาคใต้ และกรุงเทพฯ ก็ให้การต้อนรับ สามารถประสานคนรุ่นใหม่หรือคนผลงานดีๆ มาร่วมงานกับพรรค และต้องศรัทธาในการกอบกู้พรรค ไม่ใช่ตั้งเป้า สส.ไว้มากและพอได้ไม่ถึงก็จะชิ่งลาออก ที่สำคัญคือ สานต่ออุดมการณ์พรรคได้ชัดเจน แข็งแรง

การรีแบรนด์ บางครั้งต้อง“กำจัดเลือดเสีย”ออกไปบ้าง ก็เพื่อให้รอด รอดูเลือกตั้งสองพรรคจะเปลี่ยนไปอย่างไร.