สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ก็มีเรื่องให้ สส.พรรคประชาชน (ปชน.) ขุดมาตั้งคำถามเรื่อยๆ ล่าสุด “สส.ไอซ์” รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความเนื้อหาว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้าไปตรวจสอบงบการเงินปี 2568 ของ สปส. ผลลัพธ์กลับทำเอาช็อกวงการบัญชีรัฐ เพราะ สตง. ออกประกาศระดับรุนแรงที่สุดคือ “ไม่แสดงความเห็น (Disclaimer of Opinion)” แปลว่า “หลักฐานหายาก ตรวจไม่ได้ว่าเงินอยู่ไหนและบัญชีลงถูกหรือไม่”

สาเหตุจาก 1.บัญชี 2 เล่ม ตัวเลขไม่ตรงกัน 382 ล้านบาท สตง. พบว่าการลงบัญชีในแบบฟอร์มเก่า (E-Form-GL) กับระบบใหม่ของรัฐ (New GFMIS Thai) ตัวเลขมันไม่ตรงกันเลย พอดึงรายการสินทรัพย์ หนี้สิน รายได้ และค่าใช้จ่าย มาหักลบกันแล้ว พบว่ามีส่วนต่างโผล่มาถึง 382.7 ล้านบาท สาเหตุเจ้าหน้าที่ไปปรับตัวเลขในระบบใหม่โดยตรง แต่ไม่ได้ลงในระบบเก่า และที่แย่กว่านั้นคือ “ไม่มีเอกสารหลักฐานมาชี้แจงว่าปรับตัวเลขทำไม”

2.“สินทรัพย์ล่องหน” 3,600 ล้านบาท นี่คือจุดที่พีคที่สุด ในบัญชีลงไว้ว่า สปส. มีที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ และสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน รวมมูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านบาท แต่พอ สตง. ไปขอดู “รายงานการเดินนับของจริง” (ตรวจนับพัสดุประจำปี) กลับพบว่ามีของอยู่จริงแค่มูลค่า 9.5 พันล้านบาท แปลว่า มีสินทรัพย์มูลค่ากว่า 3,600 ล้านบาท ที่ตัวเลขไม่ตรงกับของจริง ทาง สปส. ไม่ยอมเอารายการในบัญชีมาตรวจเทียบกับของที่มีอยู่จริง

“ทำให้ สตง. ระบุไม่ได้เลยว่า ของพวกนี้มันยังมีอยู่หรือไม่ ใช้งานได้หรือเปล่า หรือควรตัดทิ้งออกจากบัญชีไปแล้ว แถมยังมีการปรับแก้ตัวเลขค่าเสื่อมราคาไปมาหลักร้อยล้านโดยไม่มีเอกสารให้ตรวจสอบอีก การที่ สตง.ออกรายงานไม่แสดงความเห็น ถือเป็นใบแดงเตือนจุดอ่อนระบบการควบคุมภายในของหน่วยงานรัฐ สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านความโปร่งใสแบบเต็มๆ การที่บัญชีมีรอยรั่วและอธิบายไม่ได้เกือบ 4 พันล้านบาทแบบนี้ สปส. ต้องรีบออกมาชี้แจง”

อย่างไรก็ตาม เพจ “ประกันสังคมก้าวหน้า” โพสต์ว่า “กรณีลงบัญชีตัวเลขไม่ตรงกัน 382 ล้าน สินทรัพย์ล่องหน 3,600 ล้าน สำนักงานแจ้งกลับว่ามีรายละเอียดมากขอชี้แจง 19 พ.ค. 69 ในการประชุมบอร์ด” ซึ่งไม่ทราบว่า ก่อนวันที่ 19 พ.ค. จะมีใครออกมาพูดก่อนหรือไม่เมื่อกลายเป็นข่าวแล้ว แต่เรื่องนี้คงแสดงให้เห็นว่า ต้องมีตัวแทนภาคประชาชนที่ตรวจสอบเงินตรงนี้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการมีตัวแทนเข้าไปเป็นบอร์ด จะเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น

ที่พรรคประชาชน จัดการประชุม สส.ประจำสัปดาห์ มีวาระสำคัญเป็นการโหวตเลือกตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการสามัญสภาผู้แทนราษฎร ที่พรรคประชาชนได้โควตาทั้งหมด 9 คณะ ซึ่งจะมีการลงมติแบบลับ โดยมีคณะกรรมาธิการที่น่าสนใจ เช่น “อ.ต้น” วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน คาดว่าน่าจะลงชิงตำแหน่งประธานกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ น.ส.รักชนก ศรีนอก ลงชิงตำแหน่งประธานกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ เป็นต้น

ส่วนเรื่องการขอชื่อ สส.ฝ่ายค้านเพื่อยื่นญัตติให้ศาลฎีกาสอบ ป.ป.ช. ที่ยกคำร้องกล่าวหา “รมต.โอ๋” ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ขาดคุณสมบัติรัฐมนตรีเพราะถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น “สส.ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ กล่าวว่า พรรค ปชน. มีจำนวน 119 คน ต้องหาเพิ่มอีก 21 คน ซึ่งในที่ประชุมวิป พรรคประชาธิปัตย์ พรรคกล้าธรรม และพรรคเสรีรวมไทยได้นำข้อหารือกลับไปประชุมกับพรรคก่อน

“ฝ่ายกฎหมายของพรรค ปชน.เขียนคำร้องแล้ว การเข้าชื่อมี 2 ช่องทางคือ เข้าชื่อผ่านสมาชิกรัฐสภา มี สว. ที่แสดงความประสงค์ร่วมลงชื่อ 10 กว่าคน และ อีก 1 ช่องทางคือภาคประชาชนเข้าชื่อ 20,000 รายชื่อ จึงขอเชิญชวนประชาชนเข้าชื่อเสนอเข้ามาอีกทางหนึ่ง ตามรัฐธรรมนูญสมาชิกรัฐสภาไม่สามารถส่งเรื่องตรงไปยังศาลฎีกาได้ ต้องผ่านประธานสภา และประธานสภาต้องใช้ดุลพินิจว่าจะส่งหรือไม่

ที่ผ่านมานายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานสภา เคยใช้ดุลพินิจปัดตกเรื่องร้องเรียนกรรมการ ป.ป.ช. ในคดีนาฬิกาเพื่อนของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี โดยไม่มีคำอธิบายใดๆ ก่อนที่มีการยุบสภา จึงอยากเรียกร้องให้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา ให้ความชัดเจนว่าจะมีหลักเกณฑ์การพิจารณาการเข้าชื่อทั้ง 2 ระบบอย่างไร เช่น จะใช้เวลาในการพิจารณาไม่เกินกี่วัน

สิ่งที่เราทำคู่ขนานคือการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ตัดดุลพินิจของประธานสภาที่จะส่งเรื่องต่อออกไป ให้ส่งเท่านั้นไม่มีอำนาจในการปัดตก เรายื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวไปตั้งแต่เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา พร้อมพิจารณาทันทีที่ประธานสภา บรรจุระเบียบวาระ

“ดร.กานต์” รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ในที่ประชุม ครม. “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งที่ผ่านมาไม่สามารถผลักดันได้ นายกฯ เน้นย้ำในที่ประชุมว่า วันนี้บริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไป การมองโครงการแลนด์บริดจ์ ควรมองให้ลึกซึ้ง และหลายด้านมากขึ้น เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจในจังหวัดภาคใต้ เข้าใจถึงข้อกังวลของประชาชน เพราะทุกด้านมีข้อกังวล

“จึงได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชน เริ่มต้นที่ จ.ชุมพร และจ.ระนอง โดยมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมไปรับฟังความคิดเห็น และมติของประชาชนในพื้นที่ว่าคิดเห็นอย่างไร 8-9 มิ.ย.จะประชุม ครม.นอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา”

ด้านปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา “รมต.อ้วน” สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ หารือทวิภาคีกับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ และความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-สหภาพยุโรป (ASEAN-EU Ministerial Meeting: AEMM) ครั้งที่ 25 ที่กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน บรูไนดารุสซาลาม เมื่อวันที่ 27 เม.ย. มีประเด็นสำคัญ คือ ฝ่ายไทยได้แจ้งต่อฝ่ายกัมพูชาให้ทราบว่าไทยกำลังอยู่ในกระบวนการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ที่ได้ลงนามกันเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2544 (MOU44)

ฝ่ายไทยจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในไม่ช้า และจะมีหนังสือแจ้งฝ่ายกัมพูชาอย่างเป็นทางการหลังจากมติคณะรัฐมนตรียกเลิกเอ็มโอยูดังกล่าวแล้ว ทั้ง 2 ฝ่ายยังเน้นย้ำการรักษาข้อตกลงหยุดยิงตามถ้อยแถลงร่วมของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2568 และยึดมั่นการดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ภายใต้ถ้อยแถลงร่วมเพื่อลดความตึงเครียดระหว่างกัน

“ไทยยืนยันว่าต้องมีความพยายามมากขึ้นที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงชายแดน อาทิ การหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัน และฝ่ายไทยกังวลเรื่องการแถลงถ้อยแถลงต่างๆ ของฝ่ายกัมพูชาบนเวทีระหว่างประเทศที่สวนทางกับเจตนารมณ์และความพยายามที่จะก้าวข้ามความขัดแย้ง การหยุดยิงในพื้นที่ชายแดนควรเกิดขึ้นควบคู่กับการหยุดถ้อยแถลงของฝ่ายกัมพูชาที่ไม่ได้สร้างบรรยากาศที่ดีเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์

ย้ำว่า การยกเลิกเอ็มโอยู ปี 2544 ไม่ได้หมายถึงการยกเลิกเจรจา เพราะไทยมุ่งที่จะเจรจาโดยใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) การยกเลิกเอ็มโอยูไม่ได้กระทบต่อผลประโยชน์ของไทย”

อีกเรื่องที่กำลังดัง คือเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับคนไทยที่เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศคนละ 1,000 บาท หรือ Exit fee “ รมต.เอ” สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า เป็น พ.ร.ก.การเก็บภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ตราขึ้นตั้งแต่ปี 2526 และไทยเคยดำเนินการจัดเก็บมาแล้วช่วงปี 2540 อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นแนวความคิดที่จะศึกษาของกระทรวงการคลัง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไม่มีอำนาจจัดเก็บ

หลักการของการจัดเก็บภาษีครั้งนี้ อยู่บนความคิดของการจัดเก็บผู้ที่เดินทางออกนอกประเทศเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น ตอนนี้ยังไม่ได้สรุปจะจัดเก็บ เป็นเพียงการรับฟังความเห็น ตัวเลข 1,000 บาท เป็นตัวเลขที่เคยจัดเก็บในอดีตเท่านั้น จึงนำตัวเลขนี้กลับมาพิจารณา จะนำเงินที่ได้จากการจัดเก็บนำมากระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศไทย

การสนับสนุนกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ทั้งเราเที่ยวด้วยกัน และทัวร์ทั่วไทย คงหนีไม่พ้นเรื่องของงบประมาณ จะทำอย่างไรที่จะทำให้มีเงินเข้ามาช่วยการท่องเที่ยว พูดง่ายๆ ว่าจัดเก็บคนที่ไปเที่ยวต่างประเทศเพื่อมาช่วยคนไทยที่ไม่ได้มีโอกาสไปเที่ยวต่างประเทศ หรืออยากจะเที่ยวในประเทศไทยอยู่แล้วจะได้รับการสนับสนุนจากตรงนั้น พ.ร.ก.ระบุไว้ว่าจะจัดเก็บได้สูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท แต่ตอนนี้ยังศึกษาอยู่ ยังไม่สรุปเข้า ครม. รมต.เอ กล่าว

ซึ่งค่อนข้างเป็นไปได้ว่า ต้องพับเก็บ นโยบายแบบนี้หาคนสนับสนุนยาก.

“ทีมข่าวการเมือง”