เมื่อวันที่ 16 ก.ย. นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้โพสต์ข้อความลงในเพจเฟซบุ๊ก “หมอเจด” ให้ความรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับความแตกต่างของโรคกระเพาะอาหารและกรดไหลย้อน รวมถึงความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่โรคมะเร็งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง

1. โรคกระเพาะ vs กรดไหลย้อน : สองโรคที่แตกต่างกัน

นพ.เจษฎ์ ระบุว่าคนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าอาการปวดท้องตรงลิ้นปี่คือโรคกระเพาะ แต่ในความเป็นจริงอาการดังกล่าวอาจเป็นอาการของโรคกรดไหลย้อนได้เช่นกัน โดยสามารถจำแนกความแตกต่างง่ายๆ ดังนี้

โรคกระเพาะ : คือภาวะที่กระเพาะอาหารเกิดการอักเสบหรือมีแผล เกิดจากกรดในกระเพาะมีมากเกินไปหรือมีเชื้อแบคทีเรีย H. pylori มักมีอาการปวดท้องตอนหิวหรือหลังกินอาหารไม่นาน

กรดไหลย้อน : คือภาวะที่กรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาหลอดอาหาร เนื่องจากหูรูดทางเข้ากระเพาะอ่อนแอ ทำให้มีอาการแสบหน้าอก เรอบ่อย หรือเสียงแหบตอนเช้า

2. เมื่อปล่อยเรื้อรัง อาจเสี่ยง “มะเร็ง”

แม้จะดูเป็นโรคที่ไม่รุนแรง แต่ นพ.เจษฎ์ เตือนว่าหากปล่อยให้เรื้อรังจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้ โดย…

โรคกระเพาะ สามารถนำไปสู่ มะเร็งกระเพาะอาหาร ได้ หากมีการติดเชื้อ H. pylori เป็นเวลานาน จะทำให้เซลล์เยื่อบุผิดปกติและกลายเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด

กรดไหลย้อน สามารถนำไปสู่ มะเร็งหลอดอาหารได้ ถ้ากรดไหลย้อนขึ้นมากัดหลอดอาหารบ่อยๆ ร่างกายจะซ่อมแซมจนเยื่อบุหลอดอาหารเปลี่ยนสภาพ ซึ่งอาจพัฒนาไปเป็นมะเร็งหลอดอาหารในระยะยาว

3. กลุ่มเสี่ยงที่ควรระวัง

กลุ่มเสี่ยงโรคกระเพาะ : ผู้ที่ชอบกินยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs, ผู้ติดเชื้อ H. pylori, ผู้ที่ดื่มเหล้าและสูบบุหรี่จัด

กลุ่มเสี่ยงกรดไหลย้อน : ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน โดยเฉพาะอ้วนลงพุง, ผู้ที่กินแล้วนอนทันที, ผู้ที่ชอบกินอาหารมันๆ ของทอด กาแฟ หรือเครื่องดื่มอัดลม และผู้ที่มีภาวะเครียดเรื้อรัง

4. วิธีดูแลตัวเองให้หายขาด

นพ.เจษฎ์ ย้ำว่าการรักษาให้หายขาดต้องเริ่มต้นจากการปรับพฤติกรรม ไม่ใช่แค่กินยาลดกรดเพียงอย่างเดียว

สำหรับโรคกระเพาะ : ควรตรวจหาเชื้อ H. pylori และกินยาฆ่าเชื้อให้ครบสูตร, หลีกเลี่ยงยาแก้ปวดพร่ำเพรื่อ, ไม่ปล่อยให้ท้องว่าง และลดความเครียด

สำหรับกรดไหลย้อน : ควรเว้นระยะเวลา 2-3 ชั่วโมงหลังกินอาหารแล้วค่อยนอน, นอนหนุนหัวให้สูงขึ้น, ลดอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการ และลดน้ำหนัก

นพ.เจษฎ์ ทิ้งท้ายว่า อาการเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้น เช่น แน่นท้อง หรือแสบหน้าอก อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายที่ซ่อนอยู่ จึงไม่ควรละเลย และควรหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายเพื่อป้องกันและรักษาได้ทันท่วงที

ขอบคุณเพจหมอเจด