สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ว่า รายงานของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนในซูดานใต้ ซึ่งทำหน้าที่แทนคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชอาร์ซี) ระบุว่า รัฐบาลซูดานใต้มีปริมาณการไหลเข้าของน้ำมันมูลค่า 25,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 800,000 ล้านบาท) ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่แทบไม่มีเงินเข้าถึงบริการที่จำเป็น เช่น สาธารณสุข และการศึกษาของประเทศ
“รายงานของเราบอกเล่าเรื่องราวของการปล้นชาติ ซึ่งผลักดันความหิวโหย ทำลายระบบสาธารณสุข และก่อให้เกิดการเสียชีวิตที่ป้องกันได้ รวมถึงขับเคลื่อนความขัดแย้งทางอาวุธที่รุนแรงเพื่อแย่งชิงทรัพยากร” นางยัสมิน ซูกา ประธานคณะกรรมาธิการ กล่าวในแถลงการณ์
ทั้งนี้ รายงานฉบับดังกล่าวระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการทุจริตอย่างเป็นระบบของรัฐบาล และการแสวงหาผลประโยชน์อย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งรวมถึงในโครงการ “น้ำมันเพื่อถนน” ซึ่งควรจะเป็นโครงการพัฒนาที่สำคัญของประเทศ
รายได้จากน้ำมันของซูดานใต้ ไหลผ่านบริษัทก่อสร้างของนายเบนจามิน โบล เมล ซึ่งเขามีตำแหน่งทางการเมืองสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีซูดานใต้ เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าจะเป็นประธานาธิบดีซูดานใต้คนถัดไป ต่อจากประธานาธิบดีซัลวา คิอีร์ ผู้นำคนปัจจุบัน
“การยักย้ายเงินไม่ใช่ความล้มเหลวทางงบประมาณที่เป็นนามธรรม แต่มันนำไปสู่การเสียชีวิตที่ป้องกันได้ ภาวะทุพโภชนาการในวงกว้าง และการกีดกันทางการศึกษาครั้งใหญ่ ซึ่งพันธมิตรระหว่างประเทศของซูดานใต้ ต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่า สถานการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้” นายคาร์ลอส กัสเตรซานา เฟอร์นันเดซ สมาชิกคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนในซูดานใต้ กล่าวทิ้งท้าย.
เครดิตภาพ : AFP



