เชื่อว่ากระบวนการนิติสงคราม อาจจะเริ่มหลัง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ฯ โดยเมื่อวันที่ 16 ก.ย. “นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม” นักกฎหมายมหาชน มอบคำร้องฉบับแก้ไขในการร้องนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) เกี่ยวกับข้อตกลงทางการเมืองระหว่างพรรค ปชน.กับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) หรือเอ็มโอเอ หลังจากที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ถอนร่างคำร้องจากนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา โดยมีนางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรค พท. เป็นผู้รับ ที่ทำการพรรค พท.

โดยคำร้องประกอบด้วย 1.คำร้องส่งให้ประธานสภา เพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) วินิจฉัยสมาชิกภาพความเป็นนายกฯ ของนายอนุทินสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตาม รธน.มาตรา 170 (4) ประกอบมาตรา 160 (4) (5) โดยขอให้ศาล รธน. สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวตาม รธน. มาตรา 82 วรรคสอง ปมตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว.สีน้ำเงิน ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง 2.คำร้องส่งให้ประธานสภา เพื่อส่งไปยังศาล รธน.วินิจฉัยสมาชิกภาพความเป็น สส.ของนายณัฐพงษ์ กับ 212 สส. ได้แก่ สส.พรรค ปชน. จำนวน 143 คน พรรคภท. จำนวน 69 คน ปมข้อตกลงเอ็มโอเอ ฉบับลงวันที่ 3 ก.ย. ฝ่าฝืน รธน. ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

3.คำร้องขอให้อัยการสูงสุด (อสส.) วินิจฉัยสั่งให้เลิกการกระทำการใช้สิทธิล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ ตาม รธน.มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ปมข้อตกลงเอ็มโอเอฉบับลงวันที่ 3 ก.ย. เพื่อเป็นสารตั้งต้นนำไปสู่การยุบพรรค ปชน.และพรรค ภท.

ด้าน “นายศุภชัย ใจสมุทร” ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรค ภท. แถลงกรณีนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ยื่นคำร้องให้กับพรรค พท. ในการร้องเรื่องถอดถอน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน.เกี่ยวกับข้อตกลงทางการเมือง (เอ็มโอเอ) ว่า ถ้าคิดว่าจะร้องก็ใช้ช่องทางตาม รธน. ถูกต้อง ก็ร้องกันไป

“อยากฝากไปถึงพรรค พท. ผมมีความเป็นห่วง ที่ผ่านมาท่านเป็นพรรคการเมืองใหญ่ องคาพยพสำคัญคือต้องมีฝ่ายกฎหมาย เชื่อว่าพรรค พท.มีนักกฎหมาย มีปรมาจารย์ มีครูกฎหมายมากมายอยู่ที่นั่น จึงไม่คิดว่าพรรค พท.จะไปจ้างนายณัฐวุฒิให้ทำตรงนี้ แต่คิดว่านายณัฐวุฒิไปเสนอเขาเอง ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ตนไม่อยากจะพูดว่าผิดมารยาทของนักกฎหมายหรือมารยาททนายความ ในการเสนอตัวเข้าไปหาลูกความ” นายศุภชัย กล่าว

ส่วน “นายจุลพงศ์ อยู่เกษ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ให้ความเห็นว่านายณัฐวุฒิ เพ้อเจ้อ และสับสนในข้อกฎหมาย การทำเอ็มโอเอ ไม่ได้มีพรรคใดครอบงำพรรคอื่น เพียงแต่สัญญาประชาคมในอดีตไม่เคยทำเป็นลายลักษณ์อักษร

“กรณีประเด็นทางกฎหมายของเอ็มโอเอ ที่คุณณัฐวุฒิ ยกมามาอ้างเพื่อถอดถอน สส.พรรค ปชน.และยุบพรรค ปชน. ผมเห็นว่าไม่มีสาระพอที่จะไปขยายความ และหากจะนำไปเป็นสาระก็เป็นเพียงข้อศึกษาวิเคราะห์ถกเถียงในห้องเรียนของนักศึกษากฎหมายมากกว่าที่จะนำไปวิเคราะห์ในรายการวิเคราะห์การเมือง เพราะประเด็นที่คุณณัฐวุฒิ ยกขึ้นมาเสนอต่อพรรค พท.นั้นไม่มีประโยชน์อะไรต่อประชาชนเลย” นายจุลพงศ์ กล่าว

นายจุลพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนประวัติส่วนตัวของนายณัฐวุฒิที่นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรค ภท. ไม่ขอพูดถึง เพราะรู้จักทั้ง 2 คนมานานแล้ว ไม่คิดว่านายศุภชัยจะพูดอะไรโดยไม่มีหลักฐาน อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการที่นายณัฐวุฒิ เสนอต่อพรรค พท.กรณีการถอดถอน สส.พรรค ปชน. พรรค ภท. และยุบทั้ง 2 พรรคนั้น ยังไม่ได้ยินคำตอบจากพรรค พท. แต่หวังว่าผู้ใหญ่ที่เป็นมือกฎหมายในพรรค พท. จะได้ตรึกตรองในข้อกฎหมายอย่างรอบคอบ นอกจากนี้เห็นว่าพรรค พท.ไม่ควรนำประเด็นด้านจริยธรรมหรือการล้มล้างการปกครองมาทำลายล้างพรรคการเมืองด้วยกันเอง เพราะการทำเช่นนี้เหมือนไก่ในเล้าที่จิกกัดกันเอง เจ็บตัวทั้งคู่ ส่วนคนยืนดูหัวเราะชอบใจ

ด้าน “นายชูศักดิ์ ศิรินิล” สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค พท. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน มอบคำร้องให้พรรค พท.ยื่นศาล รธน.ยุบพรรค ภท.และพรรค ปชน. เกี่ยวกับข้อตกลงเอ็มโอเอว่า พรรค พท.ไม่ได้มอบหมายใครแต่มีสมาชิกบางส่วนคงรู้จัก จึงติดต่อให้ลองทำกันดู ท้ายที่สุดสิทธิขาดยังอยู่ที่พรรค พท.ที่จะพิจารณา ซึ่งเมื่อรับคำร้องมาแล้ว ก็ให้ฝ่ายกฎหมายไปดูว่าใช้ได้หรือไม่ แต่อยากจะรอให้มีการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ก่อน ถึงจะตัดสินใจได้ว่าควรเดินอย่างไร เมื่อถามว่า สส.พรรค ปชน.ไม่อยากให้เอาเรื่องเอ็มโอเอมาทำลายล้างกันทางการเมือง นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เราก็ไม่ได้คิดว่าจะมาทำลายล้างอะไรกัน เพราะเรายังไม่ได้ตัดสินใจ ขอดูหน้า ครม.ก่อนว่ามีช่องทางอะไรหรือไม่ ไม่ใช่ไปยุบพรรคใคร ยังไม่ได้อยู่ในความคิดของพรรค

ต้องวัดใจ พรรค พท.จะเล่นเกมนิติสงคราม ไล่บดขยี้รัฐบาลภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” เพราะก่อนหน้านั้น แกนนำพรรค พท.ออกมายอมรับในเอ็มโอเอ แถมมีข้อเสนอมากกว่าด้วยซ้ำโดยจะให้ยุบสภาทันที ดังนั้นอดีตพรรคแกนนำรัฐบาล อาจถูกวิจารณ์มุ่งแก้แค้นทางการเมือง

ส่วนข้อเสนอของจัดทำสูตรที่มาของสภาร่าง รธน. (ส.ส.ร.) ทั้งพรรค พท. และพรรค ปชน. ต่างนำเสนอ เพื่อให้พรรคการเมืองต่างๆตัดสินใจ โดย “นายชูศักดิ์ ศิรินิล” รมต.ประจำสำนักนายกฯ มือกฎหมายของพรรค พท. ว่า จะมี ส.ส.ร. แต่จะไม่ได้เลือกโดยตรง ใช้เป็นการเลือกโดยอ้อมแล้วให้สภามาคัดเลือก จะมาจาก 2 ส่วน คือส่วนแรก ให้แต่ละจังหวัดไปเลือกตัวแทนที่ประสงค์จะมาเป็น ส.ส.ร. จํานวน 200 คน ผ่านการสมัคร ให้รัฐสภาเลือกให้เหลือ 100 คน ซึ่งมีเงื่อนไขว่าน้อยที่สุดคือเลือกจังหวัดละหนึ่งคน เนื่องจากอาจจะมีการทุ่มเทบางจังหวัด ที่เป็นฐานเสียงของรัฐบาล เราคิดว่าควรมีตัวแทนจากองค์กรทั้งหลายในประเทศ ทั้งทางด้านประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วม ตัวอย่างเช่น ตัวแทนจากคณบดี คณะนิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สภาท้องถิ่น สภาทนายความ สื่อมวลชน และตัวแทนจากวิชาชีพทั้งหลาย เข้ามาเป็น ส.ส.ร.ด้วย รวมถึงอยากให้มีตัวแทนนิสิตนักศึกษา องค์กรต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยทั้งหลาย อย่างน้อย 30-40 คน และให้ ส.ส.ร.ชุดนี้ ทําหน้าที่ยกร่าง รธน.สามารถไปตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) คัดเลือกผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาร่วม ทั้งนี้คาดว่าจะตั้งไว้ประมาณ 140 คน ไม่อยากให้ใหญ่มาก ซึ่งในวันที่ 19 ก.ย. เวลา 13.00 น. จะนําร่างทั้งหมดมาดูกัน เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย 

ด้าน “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรค ปชน. โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า  ข้อเสนอโมเดล “2 คณะ” (คณะผู้ร่างรธน.-คณะผู้แทนประชาชน) ผ่าน 2 กลไกโดยกลไกแรกคือ “คณะผู้ร่าง รธน.” ที่มีหน้าที่ในการยกร่าง รธน. (เสมือนกับเป็น “คณะ กมธ.ยกร่างรธน.”) และสอง “คณะผู้แทนประชาชน” ที่มีหน้าที่ในการรับฟังความเห็นประชาชนและสะท้อนต่อคณะผู้ร่าง (เสมือนกับเป็น “สภาที่ปรึกษาการร่างรัฐธรรมนูญ”) ทั้งนี้ “คณะผู้ร่าง รธน.” มี 35 คน โดยให้ประชาชนสรรหามาก่อน 70 คน (2 เท่า) จากนั้นให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 35 คน ที่จะมาทำหน้าที่คณะผู้ร่างในเชิงกฎหมายเราอาจกำหนดให้สมาชิกรัฐสภามีโอกาสเสนอชื่อหรือคัดเลือกคณะผู้ร่าง ตามสัดส่วน สส. สว. หรือพรรคการเมือง

ส่วน “คณะผู้แทนประชาชน” มี 100 คน โดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แต่ละจังหวัดจะมี “ผู้แทนประชาชน” 1-5 คน ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากร ผู้ได้รับการเลือกตั้ง 100 คนให้คำนวณจากผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดในแต่ละจังหวัด ตามจำนวนผู้แทนที่แต่ละจังหวัดมี (เช่น หากจังหวัด ก. มีผู้แทน 2 คน ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งคือผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุดอันดับที่ 1-2) โดย “คณะผู้ร่าง รธน.” จะมีหน้าที่ชี้แจงความคืบหน้าของร่าง ในขณะที่ “คณะผู้แทนประชาชน” จะมีหน้าที่ซักถามและสะท้อนความเห็นประชาชนต่อร่าง เมื่อยกร่างเสร็จแล้วให้คณะผู้ร่างนำร่าง รธน.ฉบับใหม่ไปเสนอต่อรัฐสภา หากรัฐสภาเห็นชอบให้นำร่างดังกล่าวไปทำประชามติ หากรัฐสภาไม่เห็นชอบ ให้ร่างดังกล่าวเป็นอันตกไปโดยหากจะมีการจัดทำฉบับใหม่ขึ้นมาอีกฉบับ ให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบให้เลือก 2 คณะชุดใหม่ขึ้นมาตามกระบวนการเดิม กำหนดให้ 2 คณะที่ตั้งขึ้นมาแล้ว สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้โดยไม่ถูกกระทบจากการยุบสภา หรือจากการที่สภาหมดวาระ เพื่อความต่อเนื่องในการทำงานจะเป็นตัวแทนพรรค ในการนำเสนอโมเดลนี้ในการประชุมกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมืองฯของสภา

คงต้องรอดูสูตรในกระบวนการสรรหา ส.ส.ร.ของพรรคการเมืองไหนจะได้รับการตอบรับ และจะนำไปสู่แนวทางปฏิบัติได้จริงหรือไม่

“ทีมข่าวการเมือง”