เมื่อวันที่ 19 ก.ย. น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก หรือเจ๊ปอง หนึ่งในจำเลยคดีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ พธม. ชุมนุมบุกยึดสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT ปี 2551 เปิดใจก่อนรับฟังคำพิพากษาของศาลในชั้นฎีกา ว่า คดีนี้ 15 ปีแล้ว ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 1 ปีไม่รอลงอาญา ศาลอุทธรณ์ก็ยืนตามศาลชั้นต้น ซึ่งก็สู้ฎีกา ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรพวกเราก็น้อมรับ เพราะที่ผ่านมาเราและทีมทนายความทำดีที่สุดแล้ว เพื่อบอกความจริงว่าเราทำอะไร และไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ทำเพื่อส่วนรวมและสาธารณะ โดยไม่ได้รับอะไรจากสิ่งที่ทำลงไป ซึ่งตนเองก็ต่อสู่กับระบอบทักษิณมาเกือบ 20 ปีแล้ว

“ยุทธิยง” ไม่หวั่นคดีบุก NBT ขึ้นศาลฎีกา ชี้ชีวิตเป็นแบบนี้ พร้อมรับทุกคำตัดสิน

“ถ้าเราทำเพื่อตัวเอง ตลอด 20 ปี คนจะเห็นธาตุแท้ของเรา แต่ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา คนก็ได้เห็นว่าเราทำด้วยความตั้งใจและมุ่งมั่น และทำด้วยความเชื่อ ความคิดของเรา โดยไม่ได้ไปเรียกร้องให้ใครเชื่อหรือคิดตามเรา และเราก็ยอมรับในสิ่งที่ทำลงไป เข็มนาฬิกาหมุนทวนกลับไม่ได้ ความคิดเราก็เช่นกัน ความตั้งใจของเราก็เช่นกัน” น.ส.อัญชะลี กล่าว และยอมรับว่า ส่วนตัวได้เตรียมตัวมาแล้วหากผลคำตัดสินออกมาเป็นลบ เพราะตนเองก็เป็นคนมีระเบียบวินัย จึงได้เตรียมเรื่องของสุขภาพ และเตรียมศึกษาว่าจะต้องใช้ชีวิตอย่างไรในเรือนจำ เพราะก็มีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่เคยติดคุกมาเล่าให้ฟังว่าจะต้องอยู่อย่างไร ซึ่งก็เตรียมเฉพาะเรื่องสุขภาพ เรื่องอื่นไม่ได้เตรียม

น.ส.อัญชะลี ยังกล่าวยืนยันว่า ไม่ได้ทำให้ตัวเองท้อ เพราะที่ผ่านมา ทำภายใต้กรอบของกฎหมาย และสิ่งที่ได้ทำไป ทุกวินาที ทุกวัน ก็มีบ้างที่อาจจะล้ำไป ซึ่งก็ยอมรับในสิ่งนั้น และหลายคนก็ให้กำลังใจตนเอง ซึ่งตนเองก็กำลังใจดีมาก กินอิ่มนอนหลับมาตลอด 1 สัปดาห์ ตั้งแต่ที่รู้วันนัดฟังคำพิพากษาประมาณเดือนครึ่ง ก็ได้เตรียมร่างกาย เตรียมสุขภาพ และเคลียร์เรื่องงาน

ส่วนกรณีที่มีการเปรียบเทียบ และยกย่องตนเองกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมว่าแมนกว่านั้น น.ส.อัญชะลี ยอมรับว่า ก็เห็นอยู่ และมองว่าก็ถูกต้อง เพราะกว่าจะลากนายทักษิณเข้าคุกได้ก็ยาก ซึ่งตนเองง่ายๆ ศาลให้มาก็มาศาล และพร้อมน้อมรับคำตัดสิน ซึ่งคดีนี้ตนจะขอไม่ให้ศาลเลื่อน แม้จะมีจำเลย คือ นายภูวดล ทรงประเสริฐ เป็นคนป่วยติดเตียง โดยได้ให้ทนายความไปทำเอกสารชี้แจงเพื่อให้พิจารณาในการอ่านคำพิพากษาได้เลยโดยไม่เลื่อน แม้จะสามารถใช้โอกาสนี้เลื่อนต่ออีก 30 วันได้ แต่ตนมองว่าเลื่อนอ่านไปก็ไม่มีประโยชน์ ซึ่งของนายภูวดล กรณีที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง ศาลก็จะมีคำวินิจฉัยเอง ทั้งนี้เราได้เตรียมใจกันมาแล้ว ถ้าเราไม่ได้กลับบ้าน เราก็จะใช้ชีวิตที่ดีอยู่ในเรือนจำ แต่หากได้กลับบ้าน ก็จะใช้ชีวิตที่ดีเป็นประโยชน์กับทุกคนและสาธารณชนเหมือนเดิม

เมื่อถามว่าในชั้นฎีกา ได้มีการขอให้ศาลลงโทษสถานเบาหรือไม่ น.ส.อัญชะลี กล่าวว่า ไม่เลย โดยในวันที่ขอฎีกา ก็จะได้เขียนว่า สารภาพ ทำจริง ไม่ได้บิดพลิ้ว และก็ให้เหตุผลว่าทำไปเพื่ออะไร ไม่มีใครอยู่เบื้องหลังในการทำครั้งนี้ ตัดสินใจทำเอง และขอให้ศาลได้เห็นในสิ่งที่ทำ ส่วนศาลจะเมตตาหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล ซึ่งเอกสารที่ตนเองยื่นฎีกา บางมาก โดยไม่ได้มีการยื่นหลักฐานโต้แย้งข้อเท็จจริงใดๆ แค่ขอความเมตตาในการขอฎีกาต่อศาลเท่านั้น

“ถ้าพูดภาษาชาวบ้านในชั้นฎีกา สิ่งที่เราไปเราทำจริงๆ ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของใคร แต่ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะจริงๆ เพื่อย้ำให้ศาลเห็นว่าบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และยอมรับโดยบริสุทธิ์ใจ” น.ส.อัญชะลี กล่าว

เมื่อถามว่า คำตัดสินในครั้งนี้จะส่งผลต่อการต่อสู้ทางการเมืองในอนาคตอย่างไร น.ส.อัญชะลี บอกว่า คงไม่ส่งผลอะไรและไม่กระทบกระเทือนจิตใจอะไร ตนไม่ใช่นักการเมือง เป็นเพียงภาคประชาชน และก็ยังคิดเหมือนเดิมอยู่ ถ้าได้กลับบ้านก็จะยังทำเหมือนเดิม ถ้าไม่ได้กลับบ้าน อีก 1 ปี ก็จะออกมาทำเหมือนเดิม

เมื่อถามย้ำว่า แม้ผลจะออกมาเป็นลบ ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการออกมาเคลื่อนไหวในอนาคตใช่หรือไม่ น.ส.อัญชลี บอกว่า ไม่มีผล และตนเองก็จะออกมาทำอีกเช่นเดิม เพราะอยากให้บ้านเมืองดี อยากให้ประชาชนอยู่ในสังคมที่ทีคุณภาพทุกมิติ และทุกครั้งที่ตนเองออกไปเคลื่อนไหว ก็ไม่เคยแสวงหาประโยชน์อะไร

“คำพิพากษา ไม่ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร เราผิดคือผิด แต่ถ้าการเมืองไม่ดีเราก็ทำอีก ไม่มีอะไรมากั้น มาขวางได้”

น.ส.อัญชะลี กล่าวทิ้งท้ายว่า คำพิพากษาจะไม่มีผลต่อมวลชนในการลุกฮือ เพราะตนไม่เคยปลุกระดม และวันนี้ตนก็มาคนเดียว ไม่ได้ให้ญาติๆ มา ถ้ากลับบ้านก็ได้กลับบ้านด้วยกัน ถ้าไม่ได้กลับ รายชื่อคนให้เข้าเยี่ยมก็มีแค่คนเดียว คือคนขับรถ

ภายหลังที่ น.ส.อัญชะลี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนและได้เดินขึ้นไปยังห้องพิจารณาคดี คณะประชาชนได้ตะโกนให้กำลังใจ น.ส.อัญชลี ว่า “สู้ๆ”, “เป็นกำลังใจให้พี่ปองค่ะ”, “ขอให้โชคดี” และ “พวกเรายังรักพี่ปอง” ขณะเดียวกัน น.ส.อัญชะลี ได้ขอบคุณ รวมถึงชูสองนิ้วพร้อมส่งยิ้มให้กับคณะประชาชนที่คอยให้กำลังใจ ก่อนเดินทางขึ้นไปฟังคำพิพากษา