สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ว่านายเจนเซน หวง ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเอ็นวิเดีย กล่าวว่า คือการหลอมรวมแพลตฟอร์มระดับโลก 2 แพลตฟอร์มเข้าด้วยกัน และเราจะร่วมกันขยายระบบนิเวศ และวางรากฐานสำหรับยุคใหม่ของการประมวลผล
เมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างความประหลาดใจให้กับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ด้วยการเข้าซื้อหุ้น 10% ของอินเทล และได้ส่งสัญญาณว่า เขายินดีที่จะทำข้อตกลงเช่นนี้อีก ซึ่งถือเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของอินเทล ที่ตอนนี้ได้ถูกดึงเข้ามายืนในแนวหน้าของวงการเอไอ หลังนักลงทุนต้องเผชิญกับความผิดหวังมานานหลายปี
@Intel and @NVIDIA are teaming up to jointly develop multiple gens of custom data center and PC products, seamlessly connecting NVIDIA and Intel architectures to enable new breakthroughs for the industry.
— Intel News (@intelnews) September 18, 2025
Learn more: https://t.co/DclgyfJHnn pic.twitter.com/igXoRYBJYZ
หวงยืนยันว่า รัฐบาลทรัมป์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความร่วมมือครั้งนี้ แม้พวกเขาจะให้การสนับสนุนอย่างมาก ทั้งนี้ทั้งนั้น เขายืนยันว่า ข้อตกลงนี้เป็นการลงทุนที่ยอดเยี่ยมสำหรับอินเทลและทุกฝ่าย
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงไม่ได้กล่าวถึงการที่เอ็นวิเดียเข้ามาใช้ประโยชน์จาก “ธุรกิจที่กำลังประสบปัญหาของอินเทล” ในการผลิตชิป ขณะที่ความร่วมมือครั้งใหม่ มุ่งเน้นไปที่การสร้างผลิตภัณฑ์สำหรับศูนย์ข้อมูลและพีซีแบบสั่งทำพิเศษ ที่ออกแบบมาสำหรับแอปพลิเคชันเอไอ
เอ็นวิเดียจะซื้อหุ้นสามัญของอินเทลในราคา 23.28 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น (ราว 741 บาท) ตามการอนุมัติของหน่วยงานกำกับดูแล โดยการประกาศดีลครั้งสำคัญนี้ ได้ทำให้ราคาหุ้นของอินเทลพุ่งสูงขึ้นถึง 26% ในตลาดหุ้นวอลล์สตรีท
ด้านนายลิป-บู ตัน ซีอีโออินเทล กล่าวว่า เขารู้สึกซาบซึ้งในความไว้วางใจ ที่เจนเซนและทีมงานเอ็นวิเดียมอบให้ ขณะที่เจ้าตัวก็รับรู้ถึงความยากลำบากในการพลิกฟื้นอินเทล ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



