เมื่อเวลา 12.35 น. วันที่ 20 ก.ย. ที่โรงแรมรอยัล ริเวอร์ บางพลัด กรุงเทพมหานคร นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีบางคนมีคดีอยู่ที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า จะต้องมีการนำเสนอข้อมูลอยู่แล้ว ซึ่งตอนนี้ในวันแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของรัฐบาล ทางพรรคประชาชนได้เตรียมผู้อภิปรายไว้แล้ว กรอบ ณ ตอนนี้ คือ อภิปรายคุณสมบัติหรือความเหมาะสมของการดำรงตำแหน่งของรัฐมนตรีแต่ละคน รวมถึงในเรื่องของการดำเนินการนโยบายของรัฐบาลในกรอบระยะเวลา 4 เดือนด้วยว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร ส่วนสุดท้ายคือในเรื่องของแผนการทำงาน ที่รัฐบาลต้องปฏิบัติไปตามกรอบบันทึกข้อตกลงสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล (เอ็มโอเอ) ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน

“ส่วนหน้าตาของ ครม. ล่าสุดนั้น ตนมีความห่วงใยหลายคนอยู่ ตอนนี้ได้รับโปรดเกล้าฯ ลงมาแล้ว รอเข้าถวายสัตย์และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก็จะเป็นหมุดหมายแรกที่เราทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่แน่นอน” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่ารัฐบาลควรแก้ไขปัญหาใดเป็นลำดับแรก นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในกรอบระยะเวลา 4 เดือน ต้องพูดตามข้อเท็จจริงว่าอาจจะแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ไม่ทัน เพราะกรอบระยะเวลาค่อนข้างสั้น ตนเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือรัฐบาลของนายอนุทิน ต้องเดินหน้าไปตามกรอบของเอ็มโอเอ ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน ส่วนการดำเนินการนโยบายอื่นที่อาจจะส่งผลผูกพันถึงงบประมาณในอนาคต ถ้าเรามีการเลือกตั้งใหม่ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ก็ต้องใช้จ่ายงบประมาณอย่างระมัดระวัง อย่าลืมว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการ อยากได้รัฐบาลใหม่ที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนและมีความชอบธรรมสูง เรื่องนี้จะเป็นอีกหนึ่งอย่างที่พรรคประชาชนเตรียมจะทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณในช่วงระยะเวลา 4 เดือนนี้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า เรื่องการอภิปรายนโยบายจะแบ่งกันอย่างไรกับทางพรรคเพื่อไทย เนื่องจากพรรคเพื่อไทยได้ประกาศเป็นฝ่ายค้านอิสระ และไม่เป็นฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ต่างคนต่างทำหน้าที่ได้อยู่แล้ว ใครที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาลก็ถือว่าเป็นพรรคฝ่ายค้าน เพราะฉะนั้นทางพรรคเพื่อไทยก็ทำหน้าที่ของเขาได้อย่างเต็มที่ คงไม่มีปัญหาอะไรในการทำงานในสภา

ส่วนเนื้อหาสำหรับการอภิปรายจะแบ่งกันอย่างไรเพื่อไม่ให้ซ้ำกันและทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายในการฟังอภิปรายนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การทำงานในคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เราก็คงคุยตกลงกันในส่วนของระยะเวลาการแบ่งเวลากัน ส่วนเนื้อหาก็คงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวของแต่ละพรรค และแต่ละพรรคสามารถทำหน้าที่เตรียมเนื้อหาของเขาได้เอง 

นอกจากนี้ หากพรรคเพื่อไทยไม่เข้าร่วมวิปฝ่ายค้าน จะมีการดำเนินการการแบ่งเนื้อหาอภิปรายอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตามกฎหมายทางพรรคเพื่อไทยยังอยู่ในสถานะที่เป็นพรรครัฐบาลอยู่ เพราะมีตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร แต่ในทางการปฏิบัติ ตนอยากให้พรรคเพื่อไทยทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ ตนสื่อสารมาหลายครั้ง พูดมาหลายครั้งแล้วว่าตราบใดที่พรรคเพื่อไทยยังทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเข้มแข็งอยู่ การที่จะกำกับรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยให้เดินหน้าไปตามกรอบเอ็มโอเอ ก็ยังมีความเป็นไปได้เกือบที่จะ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น ณ ตอนนี้การทำงานระหว่างพรรคร่วมฝ่ายค้านก็ไม่อยากเอาอุปสรรคอื่น ๆ มาเป็นตัวขวางกั้น เพราะอยากให้พรรคเพื่อไทยทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ 

เมื่อถามย้ำว่าในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน เราต้องไปคุยกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ เพื่อไม่ให้การทำงานของฝ่ายค้านสะดุดในหลายเรื่อง แม้ไม่ได้เป็นพวกเดียวกัน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พูดคุยกันอยู่แล้ว ต้องบอกว่าในสภาเองมีการพูดคุย ประสานงานกันอยู่แล้ว ตนไม่อยากให้มีการแสดงท่าทีเหมือนว่าไม่อยากจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ ไม่อยากให้กลายเป็นว่าฝ่ายค้านมาค้านฝ่ายค้านด้วยกันเอง จริง ๆ ยังยืนยันในส่วนที่เราคิดว่าเป็นประโยชน์และทางออกของประเทศมากที่สุด ก็คือการที่ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาชน คือ ทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภา

เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่พรรคประชาชนเป็นผู้อาวุโสน้อยกว่า จะเข้าไปคุยกับทางพรรคเพื่อไทย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะให้ทางใครไปพูดคุยหรือเข้าหาใครก่อน เพราะการทำหน้าที่ในสภาก็มีกลไกวิปต่าง ๆ ที่สามารถพูดคุยกันได้อยู่แล้ว ก็ไม่อยากให้มีใครต้องถือทิฐิหรือถือความแค้นอะไรต่อกัน อยากให้เอาโจทย์ของประเทศตัวตั้ง ตอนนี้ประเทศกำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ดี ถ้ามีการยุบสภาภายในกรอบระยะเวลา 4 เดือน และแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ตกลงในเอ็มโอเอ ประชาชนก็จะมีประโยชน์มากที่สุด ตนอยากให้ทุกพรรค รวมถึงพรรคเพื่อไทยด้วย เอาประโยชน์ของประเทศเป็นตัวตั้ง