เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.เอ (นามสมมุติ) นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งใน จ.นนทบุรี ได้เดินทางเข้าพบ ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือ “ดร.แก้ว” ผู้ก่อตั้งเพจ “ดร.แก้วช่วยได้” เพื่อให้ช่วยเหลือด้านกฎหมาย หลังอ้างว่าถูกรุ่นพี่รับน้องโหดจนได้รับบาดเจ็บ ฟกช้ำหลายแห่ง ทั้งบริเวณหน้าอก หลัง และสะบักทั้งสองข้าง โดย น.ส.เอ เล่าให้ฟังว่าเหตุเกิดช่วงเปิดเทอมกลางเดือน ก.ค. 68 ที่ผ่านมา มีรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน มาชักชวนตนและเพื่อนไป “รับน้อง” หรือ “รับระบบ” ซึ่งเป็นการรับน้องนอกรั้วมหาวิทยาลัย (ไม่ใช่กิจกรรมของมหาวิทยาลัย) โดยอ้างว่าเป็นการสร้างคอนเนกชั่นรุ่นพี่รุ่นน้อง มีประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคต ตนจึงเข้าร่วมกลุ่มด้วย

วันแรกถูกนัดไปที่บ้านเช่าแห่งหนึ่งภายในซอยเรวดี 34 ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมืองนนทบุรี บ้านหลังดังกล่าว มีผ้าปิดรั้วเพื่อปกปิดจากสายตาภายนอก เมื่อไปถึงรุ่นพี่สั่งให้ส่งโทรศัพท์มือถือและบัตรประชาชนทุกคน จากนั้นรุ่นพี่ถ่ายข้อมูลเก็บไว้ทั้งหมด แล้วใช้ผ้าปิดตาให้นั่งล้อมวง ก่อนบังคับให้ดื่มเหล้าขาวผสมเครื่องดื่มชูกำลังหนึ่งแก้ววนกันดื่ม จากนั้นบังคับให้ท่องบทกลอนและเพลงของสถาบัน หากท่องผิดจะถูกซ่อมด้วยการทำโทษอย่างหนัก ทั้งลุกนั่ง ต่อย และเตะ โดยผู้กระทำส่วนใหญ่เป็นรุ่นพี่ปี 2 เพศหญิง ขณะที่รุ่นพี่ชายยืนอยู่แต่ไม่เข้าร่วมลงมือ

น.ส.นิด กล่าวต่อว่า ตนถูกกระทำลักษณะนี้เป็นประจำทุกสัปดาห์ โดยรุ่นพี่จะนัดให้มาทุกวันพุธ ตั้งแต่เวลา 13.00 น. ถึง 20.00 น. จนถึงวันที่ 10 ก.ย. 68 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่ถูกทำร้ายรุนแรงที่สุด เนื่องจากมีรุ่นพี่ที่จบการศึกษาไปแล้วชื่อ “เตย” เข้ามาร่วมเป็นหัวโจก ร่วมกับรุ่นพี่ปี 3 ที่ผลัดกันทำร้าย ทั้งเตะและต่อยที่หน้าอกและหลังจนร่างกายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ ทำให้ตนต้องบอกกับผู้ปกครองและไปพบแพทย์ตรวจร่างกายในวันที่ 12 ก.ย. โดยแพทย์ยืนยันว่ามีบาดแผลถลอกและรอยช้ำที่เกิดจากการถูกทำร้ายจริง

ตนเคยพยายามบอกกับรุ่นพี่ปี 2 ว่าอยากถอนตัว แต่ถูกขัดขวางและข่มขู่จาก “เตย” ว่าไม่สามารถออกได้ หากจะออกต้องย้ายมหาวิทยาลัย และหากเจอตัวจะถูกทำร้ายซ้ำ พร้อมยืนยันว่ามีข้อมูลที่อยู่จากบัตรประชาชนอยู่ในมือ สร้างความหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง ต้องอดทนต่อไปทั้งที่ร่างกายเริ่มรับไม่ไหว ปัจจุบันไม่กล้าเดินทางไปไหนคนเดียว และตอนนี้เป็นห่วงเพื่อนปี 1 ที่ยังอยู่ในระบบ ว่าหากเรื่องนี้เป็นข่าว เพื่อนอาจถูกทำร้ายหนักกว่าเดิม

ด้าน น.ส.ฟ้า (นามสมมุติ) มารดา น.ส.เอ เปิดเผยว่า ตนเจ็บปวดใจมากเมื่อทราบว่าลูกสาวถูกทำร้ายเช่นนี้ เดิมลูกแจ้งว่าจะเข้าร่วมรับน้องเพราะรุ่นพี่อ้างว่ามีประโยชน์ต่ออนาคต แต่ไม่คิดว่าจะรุนแรงถึงขั้นต้องเจ็บตัว ถูกเตะต่อยจนฟกช้ำไปทั้งร่าง แพทย์ยังเตือนว่าหากถูกซ้ำอีกอาจถึงขั้นกระดูกหัก ลูกสาวจากเดิมที่ร่าเริง กลับกลายเป็นคนหวาดกลัว เครียด และมักร้องไห้เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ทำให้วันนี้ตนตัดสินใจพามาขอความช่วยเหลือจาก “ดร.แก้ว” เพื่อหาความปลอดภัยให้ลูกสาว และยืนยันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เรียกร้องให้มหาวิทยาลัยดำเนินการเฉียบขาด หากพบรุ่นพี่ที่เกี่ยวข้องยังศึกษาอยู่ ควรลงโทษไล่ออกสถานเดียว เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างในการข่มขู่ ทำร้ายและทรมานร่างกายรุ่นน้อง จนทำให้ทางมหาวิทยาลัยเสื่อมเสียชื่อเสียง

น.ส.ฟ้า กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนยังอยากฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่าควรตรวจสอบประเด็น “…การบังคับถ่ายบัตรประชาชน…” ว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่ เกรงว่าข้อมูลส่วนตัวของลูกสาวและเพื่อน ๆ จะถูกนำไปใช้ในทางมิชอบ ขอให้ตำรวจช่วยให้ความเป็นธรรม คืนความปลอดภัยลูกสาวตน ขอให้กรณีนี้เป็นกรณีตัวอย่างเพื่อไม่ให้เกิดการรับน้องโหดซ้ำอีกต่อไป

ด้าน ดร.แก้ว เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้พาผู้เสียหายและผู้ปกครองเข้าพูดคุยกับอาจารย์หัวหน้าแผนกแล้ว โดยอาจารย์ให้ความร่วมมือและชี้แจงว่ากิจกรรมดังกล่าว ไม่ใช่การรับน้องของมหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยได้ประกาศเตือนนักศึกษาอยู่เสมอว่า “…ไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมนอกรั้วที่ผิดลักษณะ…” ขณะนี้ทางมหาวิทยาลัยกำลังรวบรวมข้อมูลนักศึกษาที่เกี่ยวข้องทั้งรุ่นพี่ชายและหญิง เพื่อตรวจสอบและดำเนินการตามระเบียบ พร้อมทั้งตนได้พาผู้เสียหายไปแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายและข่มขู่ และหากตรวจสอบพบการนำบัตรประชาชนไปถ่ายเก็บเพื่อนำมาเป็นเครื่องมือข่มขู่หรือใช้ในทางผิดกฎหมาย จะดำเนินคดีเพิ่มเติมในทุกข้อหาเพื่อป้องกันไม่ให้มีเหยื่อรายต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า รุ่นพี่ที่รับน้องโหด ได้ติดต่อกับ น.ส.เอ ผ่านทางไลน์ โดยมีการแชตคุยเกี่ยวกับเรื่องที่ น.ส.เอ บาดเจ็บ แต่กลับไม่ได้รับการเห็นใจ อีกทั้งยังให้ไปเคลียร์เรื่องที่บอกกับแม่ว่าโดนรับน้องจนบาดเจ็บ ทั้งยังอ้างว่า ที่ผ่านมารุ่นพี่โดนรับน้องโหดกว่านี้ อย่าไปเชื่อหมอให้มากนัก แล้วถ้าร่างกายไม่แข็งแรงก็ต้องโทษตัวเองด้วย ไม่ใช่มาโทษการรับน้องของรุ่นพี่ ซึ่งข้อความดังกล่าว แสดงให้เห็นได้ชัดว่า รุ่นพี่กลุ่มนี้ ไร้ซึ่งความรับผิดชอบในทุก ๆ ด้าน.