เมื่อวันที่ 24 ก.ย.นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยความคืบหน้าล่าสุดการดูแล “ข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลงที่ได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วประเทศว่า ล่าสุดลูกช้างมีอาการคงที่และดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของทีมสัตวแพทย์ตลอด 24 ชั่วโมง
โดยสพ.ญ. ณฐนน ปานเพ็ชร นายสัตวแพทย์ชำนาญการ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวากและศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก พร้อมด้วย สพ.ญ.ลักษณา ประสิทธิชัย นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ สพ.ญ.กานต์พิชชา หาญอาษา นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ และทีมงานจากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ได้รายงานความคืบหน้าอาการของลูกช้างป่า “ข้าวต้ม” ยังคงกินนมได้ดีและมีระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ อย่างไรก็ตาม ทีมงานยังคงต้องเฝ้าระวังอาการแทรกซ้อนและให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย
ด้าน น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน หัวหน้ากลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานฯ กล่าวถึงสาเหตุหลักที่ทำให้ลูกช้างพลัดหลงจากฝูง โดยแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ “พลัดหลง” และ “สลัดทิ้ง” ซึ่งแม่ช้างอาจจำใจต้องทิ้งลูกด้วยเหตุผลต่าง ๆ โดยสรุปเป็น 6 สาเหตุหลัก ดังนี้1.กิจกรรมของมนุษย์ เช่น แรงสั่นสะเทือนจากยานพาหนะ หรือการไล่โดยคนทั่วไปที่ทำให้ฝูงตกใจวิ่งหนี 2.ภัยธรรมชาติเช่น น้ำป่า หรือหลุมยุบจากเหมืองเก่าที่กัดเซาะ 3. การเรียนรู้ไม่เพียงพอ เช่น แม่ช้างมือใหม่ที่ขาดประสบการณ์ หรือลูกช้างซุกซน
น.สพ.ภัทรพล กล่าวต่อว่า 4. โรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะโรคเฮอร์ปีส์ไวรัส (EEHV) ที่ทำให้ลูกช้างเสียชีวิตได้ และกลไกธรรมชาติของฝูงที่จะขับลูกช้างป่วยออกเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ 5.ปัญหาพันธุกรรมเช่น โครงสร้างร่างกายผิดปกติ หรือภูมิคุ้มกันต่ำ 6. การบาดเจ็บในป่า เช่น อุบัติเหตุหรือบาดแผลจากการใช้ชีวิตตามธรรมชาติ
น.สพ.ภัทรพล กล่าวต่อว่า การดูแลลูกช้างพลัดหลงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น โอกาสในการส่งคืนฝูงหากไม่มีปัญหาสุขภาพร้ายแรง หรือการพิจารณาการดูแลในระยะยาวหากถูกสลัดทิ้ง การช่วยเหลือ “ข้าวต้ม” ไม่เพียงเป็นการช่วยชีวิตลูกช้างเพียงตัวเดียว แต่ยังเป็นการสร้างองค์ความรู้และพัฒนาแนวทางการอนุรักษ์ช้างป่าของไทยในอนาคต หากไม่มีปัญหาสุขภาพร้ายแรงมีโอกาสส่งคืนฝูงได้ ถ้าพบฝูงและฝูงอยู่ใกล้ หากถูกสลัดทิ้ง จะพิจารณาจาก 3 ปัจจัย คือ การติดเชื้ออาการบาดเจ็บ และความผิดปกติทางร่างกาย
ทั้งนี้ กรมอุทยานฯ จะยังคงติดตามและรายงานความคืบหน้าอาการของ “ข้าวต้ม” อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกช้างน้อยได้กลับคืนสู่ธรรมชาติอย่างปลอดภัย



