เมื่อวันที่ 25 ก.ย. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมมอบนโยบายให้แก่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) 225 แห่งทั่วประเทศ ว่า ภารกิจเร่งด่วนภายในระยะเวลา 4 เดือนของการเป็นรัฐบาลชั่วคราวนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการที่อยากให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ขับเคลื่อนให้ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งขณะนี้การแก้หนี้ครูด้วยรูปแบบการจัดตั้งสหกรณ์กลาง สกสค. ดำเนินการตามขั้นตอนของการประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือสถาบันการเงิน โดยจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบได้ภายในต้นเดือน ต.ค. นี้ รวมถึงการผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ให้สำเร็จภายใต้สภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน ซึ่งตนหวังว่ากฎหมายฉบับนี้จะไม่มีอาถรรพณ์เหมือนทุกๆรัฐบาลที่ผ่านมา โดยจะทำให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ได้สำเร็จอย่างแน่นอน

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการลดภาระครู โดยเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) จะประชุมเกลี่ยอัตรากำลังครูเกินเกณฑ์ จำนวน 1,706 ตำแหน่ง เพื่อให้ไปเป็นบุคลากรสายสนับสนุน โดยจะนำอัตราในส่วนของครูที่เกินเกณฑ์ดังกล่าว ไปให้โรงเรียนที่ไม่มีคนครอง ขอเปลี่ยนมาเป็นสายสนับสนุน เพื่อลดภาระครูในส่วนของงานพัสดุการเงินธุรการ ขณะเดียวกันการปรับวิทยฐานะครู ก็จะถือเป็นนโยบายหนึ่งของการเพิ่มอัตราค่าครองชีพให้แก่ครูด้วย เพราะประเด็นนี้ตนได้รับเสียงสะท้อนจากครูและผู้บริหารมาว่า การขอมีและเลื่อนวิทยฐานะนั้น ผู้มาประเมินผลงานไม่ได้เป็นบุคลากรของหน่วยงานต้นสังกัดของผู้รับการประเมิน จึงทำให้มีผู้ผ่านการประเมินวิทยฐานะได้น้อย ดังนั้นผู้ที่เข้ามาประเมินผลงานควรที่จะมีความเข้าใจเนื้องานของแต่ละองค์กรหลัก เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ขอประเมินวิทยฐานะ อีกทั้งหลักเกณฑ์การประเมินควรมีความยืดหยุ่นให้สอดคล้องตามบริบทของสถานศึกษา และไม่เน้นงานวิจัยมากจนเกินไป รวมถึงการทำวิทยฐานะในรูปแบบผลงานเชิงประจักษ์กลับมาใช้ใหม่ เพื่อเป็นทางการเลือกให้แก่ผู้ขอมีและเลื่อนวิทยฐานะด้วย

“หากเราปรับการประเมินวิทยฐานะใหม่ได้ เชื่อว่าจะเป็นการเพิ่มค่าครองชีพให้แก่ข้าราชการครู เพราะการจะขึ้นค่าครองชีพเงินเดือนครูให้เท่ากับวิชาชีพหมอหรือวิศวะนั้น จะต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการพอมสมควร อีกทั้งบุคลากรครูมีจำนวนมากอาจเกิดภาระผูกพันด้านงบประมาณ ดังนั้นการแก้ปัญหาเรื่องวิทยฐานะได้สมเหตุสมผล ทุกคนก็ได้วิทยฐานะที่สูงขึ้น มีรายได้ดีขึ้น จะช่วยแก้ปัญหาค่าของชีพได้ เพราะการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะไม่ได้มีกรอบกำหนดเอาไว้ ห้ามมีเกินเท่านั้นเท่านี้ในหนึ่งโรงเรียน ซึ่งฝาก ผอ.สพท. จะสนับสนุนบุคลากรภายใต้การดูแลของเขตพื้นที่ ให้ได้ผ่านประเมินวิทยฐานะได้มากที่สุด เพราะสิ่งเหล่านี้จะถือเป็นตัวชี้วัดผลงานของ ผอ.สพท. ด้วย” รมว.ศธ. กล่าว