โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวคิดเรื่อง การฟื้นคืนพันธุ์พื้นถิ่น” (regeneration of native species) ซึ่งไม่เพียงเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่ยังเกี่ยวพันกับระบบเศรษฐกิจ อาหาร ดิน น้ำ วัฒนธรรม และการมีอยู่ของชุมชนท้องถิ่นในประเทศไทย

Biodiversity : ไม่ใช่แค่สัตว์ป่าหายาก แต่คือโครงสร้างของชีวิต

คำว่า “ความหลากหลายทางชีวภาพ” มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องของ “การอนุรักษ์สัตว์ป่า” หรือ “การเพิ่มพื้นที่ป่า” เท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริง มันหมายถึงความหลากหลายของ พันธุกรรม (genetic diversity), สายพันธุ์ (species diversity) และ ระบบนิเวศ  (ecosystem diversity)

ซึ่งทั้งหมดนี้คือพื้นฐานของ : ความมั่นคงทางอาหาร ระบบผสมเกสรและดินที่อุดมสมบูรณ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่นและยาสมุนไพร วัฒนธรรมการใช้ชีวิตของผู้คน และความสามารถในการฟื้นตัวของธรรมชาติในภาวะวิกฤติ

ดังนั้น เมื่อเราสูญเสียพืช พันธุ์ปลา หรือแมลงในท้องถิ่น เราไม่ได้แค่สูญเสีย “สายพันธุ์” แต่เรากำลังสูญเสีย “เครือข่ายชีวิต” ที่หล่อเลี้ยงทุกระบบในประเทศ

ทำไมพันธุ์พื้นถิ่นจึงมีความหมายต่อการฟื้นฟู?

พันธุ์พื้นถิ่น (native species) หมายถึงสิ่งมีชีวิตที่วิวัฒนาการอยู่ในพื้นที่นั้นมานานหลายชั่วอายุ และอยู่ร่วมกับภูมิประเทศ ภูมิอากาศ สัตว์ แมลง ดิน และวัฒนธรรมท้องถิ่นในแบบที่ “สายพันธุ์นำเข้า” ไม่สามารถทดแทนได้

ตัวอย่างเช่น : ข้าวเหนียวก่ำพันธุ์โบราณในภาคเหนือ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง, ปลาหมอพื้นบ้าน ที่อาศัยน้ำสะอาดและยังผสมพันธุ์ในนาข้าวได้, ผึ้งโพรงท้องถิ่นที่ผสมเกสรพืชป่าได้ดีกว่าผึ้งยุโรป, พืชสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อในภูมิภาคอีสาน

ข้อดีของพันธุ์พื้นถิ่นคือ : ทนต่อโรคและภูมิอากาศเฉพาะพื้นที่, ไม่ต้องใช้สารเคมีสูง, ช่วยรักษาสมดุลระบบนิเวศ, มีต้นทุนทางวัฒนธรรมและจิตใจที่ผู้คนรู้สึกผูกพัน

สถานการณ์ในไทย : พันธุ์พื้นถิ่นกำลังหายไปอย่างเงียบ ๆ จากข้อมูลของกรมทรัพยากรชีวภาพ พบว่า พันธุ์ข้าวพื้นเมืองไทยกว่า 1,500 สายพันธุ์ เหลือที่ปลูกจริงไม่ถึง 5%, ป่าชายเลนบางแห่งไม่มีสัตว์พื้นถิ่นอีกต่อไป เพราะถูกรุกล้ำด้วยฟาร์มกุ้ง, ปลาน้ำจืดท้องถิ่น เช่น ปลายี่สก หรือปลากระสูบ ถูกแทนที่ด้วยปลานำเข้า, การเลี้ยงผึ้งท้องถิ่นหายไปจากหลายชุมชน เพราะการใช้สารเคมีทางเกษตร

นั่นหมายความว่า ระบบที่ควรฟื้นตัวเองได้อย่างอัตโนมัติ เริ่มอ่อนแอและเปราะบาง มากขึ้นเรื่อย ๆ

บทเรียนจากโลก : การฟื้นฟูต้องคืนพันธุ์ดั้งเดิม

ในเวทีโลก เช่น COP15 ที่มอนทรีออล ประเทศต่าง ๆ ได้รับรองเป้าหมาย “30×30” – การอนุรักษ์พื้นที่ธรรมชาติอย่างน้อย 30% ภายในปี 2030 พร้อมผลักดันให้เกิดการ ฟื้นฟูสายพันธุ์พื้นถิ่น ไม่ใช่แค่ปลูกต้นไม้เฉย ๆในยุโรปมีโครงการ Rewilding Europe ที่นำนกอินทรี ป่าดิบเขา และวัวกระทิงยุโรปกลับมาสู่ระบบนิเวศดั้งเดิมในละตินอเมริกา มีโครงการที่ชาวพื้นเมืองนำเมล็ดพันธุ์ป่าที่ถูกเก็บรักษาไว้ฟื้นคืนพื้นที่เสื่อมโทรมให้กลับมาเป็น “ป่าปลูกเองได้”

และในระดับการเงินโลก แนวคิด Nature Positive เริ่มกลายเป็นหลักการสำคัญของสถาบันการเงิน เช่น World Bank และ BlackRock ว่า องค์กรต้องไม่เพียงลดผลกระทบต่อธรรมชาติ
แต่ต้องฟื้นฟูและสนับสนุนให้ธรรมชาติกลับมามีชีวิต

แล้วภาคธุรกิจไทยล่ะ? จะฟื้นพันธุ์พื้นถิ่นได้อย่างไร?

1. ฟื้นฟูพันธุ์พื้นถิ่นในกิจกรรมฟื้นฟูพื้นที่ หยุดปลูกแต่ยูคาลิปตัสหรือต้นไม้เชิงพาณิชย์ แล้วหันมาใช้พันธุ์ป่าพื้นบ้าน เช่น ตะเคียน เต็ง รัง มะค่าโมง ที่เป็นส่วนหนึ่งของป่าเบญจพรรณ 2. ออกผลิตภัณฑ์ที่ใช้พันธุ์พื้นถิ่นในห่วงโซ่อุปทาน

เครื่องสำอาง สมุนไพร อาหาร สินค้าเพื่อสุขภาพ ที่ใช้พืชหรือผลผลิตจากพันธุ์ท้องถิ่น เช่น กล้วยตานี, งาดำพื้นบ้าน, ขมิ้นชันสายพันธุ์ไทย 3. ใช้ TNFD (The Taskforce on Nature-related Financial Disclosures) ในการเปิดเผยความเสี่ยงทางธรรมชาติ แสดงว่าองค์กรพึ่งพาหรือกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างไร และมีมาตรการใดในการฟื้นฟูหรือคืนประโยชน์

4. สนับสนุนเกษตรกรอนุรักษ์พันธุ์พื้นถิ่น ร่วมลงทุนหรือสร้างพันธมิตรกับวิสาหกิจชุมชนที่ฟื้นคืนพันธุ์พืชดั้งเดิม เช่น ธนาคารเมล็ดพันธุ์, กลุ่มเกษตรอินทรีย์

ชงข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับประเทศไทย 

สร้าง กลไกเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credit) ที่ธุรกิจสามารถซื้อเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟู, ยกระดับ ฐานข้อมูลพันธุ์พื้นถิ่น ให้เป็น open data เพื่อให้นักวิจัย ธุรกิจ และชุมชนเข้าถึง, ผนวก SDG 15 (ชีวิตบนบก) เข้ากับ SDG 8 (เศรษฐกิจชุมชน), ตั้งเป้าการฟื้นฟูพันธุ์พื้นถิ่นอย่างเป็นทางการในระดับจังหวัดหรือพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ

การปลูกป่าไม่ใช่แค่การปลูกต้นไม้ แต่คือการคืนชีวิตเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ทั้งโลกกำลังเปลี่ยนจากคำว่า “Net Zero” สู่ “Nature Positive” แต่การจะทำให้ธรรมชาติมีชีวิตอีกครั้งได้จริง เราไม่สามารถพึ่งแค่การปลูกต้นไม้จำนวนมากได้ เราต้อง “คืนชีวิตให้กับสิ่งมีชีวิตดั้งเดิม” ที่เคยอาศัยอยู่ในระบบนิเวศนี้ภาคธุรกิจไทยมีบทบาทสำคัญในภารกิจนี้ ทั้งในฐานะผู้ใช้ทรัพยากร ผู้ลงทุน และผู้สร้างสื่อสารสาธารณะ เพราะเมื่อพันธุ์พื้นถิ่นกลับมา ความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจและธรรมชาติก็จะกลับมาด้วยเช่นกัน.