สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ว่าประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร ผู้นำโคลอมเบีย กล่าวถึงการถูกรัฐบาลสหรัฐเพิกถอนวีซ่าว่า “ไม่ใช่เรื่องที่ต้องใส่ใจ” เพราะเขาไม่จำเป็นต้องใช้วีซ่าเข้าสหรัฐ เนื่องจากไม่เพียงแต่เป็นพลเมืองโคลอมเบีย แต่เขายังถือสัญชาติของประเทศอื่นในยุโรป คือ อิตาลี ผู้นำโคลอมเบียกล่าวอีกว่า ตัวเขา “เป็นพลเมืองโลก” อีกด้วย


ขณะเดียวกัน เปโตรกล่าวด้วยว่า การที่รัฐบาลวอชิงตันเพิกถอนวีซ่าของเขา ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับการวิจารณ์การที่อิสราเอลฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า สหรัฐเป็นประเทศที่ไม่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ


ด้านกระทรวงการต่างประเทศโคลอมเบียออกแถลงการณ์ วิจารณ์ว่า การที่สหรัฐใช้การเพิกถอนวีซ่าเป็นเครื่องมือทางการทูต “ขัดต่อเจตนารมณ์ของสหประชาชาติ” ซึ่งมีหน้าที่คุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก และรับประกันความเป็นอิสระของประเทศสมาชิกในกิจกรรมที่จัดโดยยูเอ็น พร้อมทั้งเรียกร้องให้สหประชาชาติ หาประเทศเจ้าภาพแห่งใหม่ “ซึ่งมีความเป็นกลางโดยสมบูรณ์” และยูเอ็นควรเป็นผู้มีอำนาจในการออกเอกสารอนุญาต ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลประเทศหนึ่งสามารถเดินทางเข้ามาประชุมได้เองโดยตรง


ในระหว่างกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมยูเอ็นจีเอ เปโตรเรียกร้องการดำเนินคดีอาญากับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ “จากการใช้อำนาจนอกกฎหมาย ที่เกินขอบเขตของกระบวนการยุติธรรม” สั่งให้กองทัพสหรัฐปฏิบัติการโจมตีเรือขนาดเล็กในทะเลแคริบเบียน ซึ่งทรัมป์ยืนกรานว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมดมากกว่า 10 ราย “ล้วนเป็นสมาชิกขบวนการค้ายาเสพติดชาวเวเนซุเอลา”


อนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างโคลอมเบียกับสหรัฐ ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรกันมาอย่างยาวนาน ตึงเครียดขึ้นอย่างต่อเนื่องในยุคของเปโตร ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายซ้ายคนแรกของโคลอมเบีย โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลทรัมป์ลดระดับความร่วมมือของโคลอมเบียในฐานะพันธมิตรต่อต้านยาเสพติด แต่ยังไม่มีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม.

เครดิตภาพ : AFP