สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ว่ากระทรวงการต่างประเทศอิหร่านออกแถลงการณ์ ว่าการกลับมาใช้มติของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งมีการยกเลิกไปแล้วนั้น “ไม่มีความชอบธรรมและไม่มีกฎหมายรองรับ” และเรียกร้องให้ทุกประเทศ “งดเว้นจากการรับรองมาตรการที่ไม่ชอบธรรมด้วยกฎหมาย”


ขณะเดียวกัน แถลงการณ์ของรัฐบาลเตหะรานยังเน้นย้ำ การปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศด้วยความแน่วแน่ และเตือนแบบไม่เจาะจงฝ่ายใด ว่าการกระทำที่มุ่งร้ายต่อสิทธิและผลประโยชน์ของชาวอิหร่าน จะต้องเผชิญกับมาตรการการตอบโต้ที่เด็ดขาดและเหมาะสม


ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ เรียกร้องอิหร่านเจรจาร่วมกันโดยตรง และขอความร่วมมือให้สมาชิกยูเอ็นทุกประเทศร่วมกันใช้มาตรการคว่ำบาตร “เพื่อกดดัน” ให้คณะผู้ปกครองของอิหร่าน “หวนกลับมาทำในสิ่งที่ถูกต้อง”


ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์ร่วมกัน ยืนยันว่า จะยังคงดำเนินการตามแนวทางการทูตต่อไป เพื่อป้องปรามไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง


ทั้งนี้ มาตรการคว่ำบาตรของยูเอ็นที่มีต่ออิหร่าน กลับมามีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี เมื่อวันอาทิตย์ หลังความพยายามในนาทีสุดท้ายที่นำโดย จีนและรัสเซีย เพื่อขอชะลอการดำเนินการดังกล่าวออกไปอีก 6 เดือน ได้รับเสียงสนับสนุนเพียงสี่เสียง จากที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา


อนึ่ง สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี ยื่นหนังสือต่อยูเอ็นเอสซี เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา กล่าวหาอิหร่านว่า ไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีของข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับปี 2558 ส่งผลให้เกิดการกำหนดกรอบระยะเวลา 30 วัน ในการหาทางออกทางการทูต เพื่อหลีกเลี่ยงการกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตร


สำหรับมาตรการคว่ำบาตรที่อิหร่านต้องเผขิญอีกครั้ง จะรวมถึง การห้ามค้าอาวุธ การห้ามเสริมสมรรถนะยูเรเนียม การห้ามกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับขีปนาวุธที่มีศักยภาพในการนำส่งอาวุธนิวเคลียร์ การอายัดทรัพย์สินและคำสั่งห้ามเดินทางสำหรับบุคคลและหน่วยงานของอิหร่าน และนานาประเทศสามารถตรวจสอบสินค้าบรรทุกของสายการบินอิหร่านแอร์ และสายการเดินเรืออิหร่าน.

เครดิตภาพ : AFP