วันที่ 30 ก.ย. นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 9 ล้านล้านบาท โดยที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ แตกต่างกับประเทศอื่นทั่วโลกที่มีกว่า 90 ประเทศที่ได้ นำทุนสำรองส่วนเกินมาจัดตั้งเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) ซึ่งมองว่าเกิดขึ้นได้ เนื่องจากหลายประเทศก็ทำในลักษณะเดียวกัน เช่น สิงคโปร์จัดตั้งกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติของรัฐบาลสิงคโปร์ โดยถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว ปัจจุบันกองทุนนี้มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการที่ถูกคาดการณ์ไว้ว่าสูงถึง 800,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ แม้ว่าตัวเลขจริงจะไม่ได้ถูกเปิดเผย แต่กองทุนมั่งคั่งของสิงคโปร์ ถือว่าเป็นกองทุนขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 6 ของโลกและมีมูลค่าสินทรัพย์เทียบเท่ากับ 146% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โดยความสำเร็จที่สำคัญของกองทุนนี้ คือการสามารถทำผลตอบแทนได้ เฉลี่ย 5% ต่อปีมาโดยตลอด และสามารถหาผลตอบแทนจากการลงทุนและส่งเป็นรายได้รัฐต่อปีถึง 20% ของรายได้ทั้งหมดของรัฐในทุกปี
อย่างไรก็ตาม ในอดีตจากการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่เคยประเมินความเพียงพอของทุนสำรองของประเทศไทย โดยใช้เครื่องมือเออาร์ในการคำนวณว่าประเทศควรมีทุนสำรองที่เหมาะสมเท่าใด และพิจารณาปัจจัยต่างๆ ทั้งการส่งออก, ปริมาณเงิน หนี้ระยะสั้นที่เป็นหนี้ต่างประเทศ และภาระหนี้อื่น ๆ โดยพบว่าทุนสำรองของประเทศไทยมีค่าเท่ากับ 239.6% ของเกณฑ์เออาร์ ที่กำหนดไว้
ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยมีทุนสำรองที่เกินความจำเป็นไปถึง 139% ดังนั้นจึงเสนอว่า ควรดึงเงินส่วนเกินออกมาจำนวน 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเทียบเท่ากับประมาณ 3 ล้านล้านบาท เพื่อนำมาจัดตั้งเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติได้ทันที
“ยอมว่า การดึงทุนสำรองออกมาลงทุนนั้น อาจมีความกังวลว่า อาจซ้ำรอยกับมาเลเซีย ในเหตุการณ์ 1 เอ็มดีบี ก็ไม่ว่ากัน ทุกคนก็ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนั้น แต่ประเทศไทยมีศักยภาพ ผมเคยเป็นกรรมการของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เขาก็ทำ และลงทุนต่างประเทศมาต่อเนื่องได้ผลตอบแทน 5-6% มาโดยตลอด และลงทุนต่างประเทศราว 30-40% ของพอร์ต”
นายศุภวุฒิ กล่าวว่า สุดท้ายแล้วเชื่อว่าประเทศไทยทำได้ และคนไทยไม่น้อยที่ไปทำงานในกองทุนความมั่งคั่งของสิงคโปร์ ที่มีการนำทุนสำรองส่วนเกินมาจัดตั้งเป็นกองทุน ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่จะปลดล็อกข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ และส่งผลให้ประเทศชาติมีรายได้เพิ่มขึ้นได้อย่างยั่งยืน



