สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ว่าสำนักงานสิ่งแวดล้อมยุโรป (อีอีเอ) กล่าวหลังได้รับข้อมูลจากทั้ง 38 ประเทศว่า แม้จะมีความคืบหน้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมลพิษทางอากาศอย่างมีนัยสำคัญ แต่สภาพแวดล้อมโดยรวมของยุโรปกลับ “ไม่ดี”
น.ส.ลีนา ยลา-โมโนเนน ผู้อำนวยการอีอีเอ กล่าวกับผู้สื่อข่าวในกรุงบรัสเซลส์ว่า ความหลากหลายทางชีวภาพกำลังลดลง ขณะที่การผลิตและการบริโภคที่ไม่ยั่งยืนได้สร้างแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอียูลดลง 37% นับตั้งแต่ปี 2533 แต่ยังสูงกว่าประเทศผู้ก่อมลพิษรายใหญ่อื่น ๆ เช่น จีนและสหรัฐอเมริกา ที่ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลง และเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเป็น 2 เท่านับตั้งแต่ปี 2548
????????NEW EU Report finds Europe’s environment is in poor shape:
— EU Environment (@EU_ENV) September 29, 2025
????Nature continues to degrade
????Biodiversity is declining
????️Europe is warming faster than any other region
Find out more with today's #EuropesEnvironment2025 report by @EUEnvironment
???? https://t.co/psRsc8alOZ pic.twitter.com/jcdHeJOalx
อีอีเอกล่าวว่า ประเทศสมาชิกจะต้องดำเนินการให้มากขึ้น พร้อมย้ำว่า ธรรมชาติในยุโรปยังคงเผชิญกับความเสื่อมโทรม การใช้ประโยชน์เกินควร และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรน้ำที่หายากขึ้นเรื่อย ๆ และที่ดินที่ถูกใช้ประโยชน์เกินควร
รายงานย้ำว่า ถิ่นที่อยู่อาศัยที่ได้รับการคุ้มครองประมาณ 81% อยู่ในสภาพย่ำแย่ โดยดิน 60-70% เสื่อมโทรม ขณะที่แหล่งน้ำ 62% มีระบบนิเวศที่ไม่ดี
แม้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ปัญหาการขาดแคลนน้ำรุนแรงขึ้น แต่อีอีเอระบุว่า ยังมีช่องทางที่จะประหยัดน้ำได้ถึง 40% ในภาคเกษตรกรรม แหล่งน้ำ และการผลิตพลังงาน รวมถึงการปรับปรุงการบริหารจัดการ นวัตกรรมทางเทคโนโลยี การนำกลับมาใช้ใหม่ และการสร้างความตระหนักรู้.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



