เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน อุณหภูมิที่ลดลงและความชื้นที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ โดยเฉพาะ “ไข้หวัดใหญ่” ซึ่งมักพบการระบาดต่อเนื่องทุกปี และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในกลุ่มเสี่ยง หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และสมองอักเสบ ที่อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
พญ.เหมือนแพร เจนธนากุล แพทย์ผู้ชำนาญการกุมารเวชศาสตร์ระบบทางเดินหายใจ ศูนย์กุมารเวชกรรม โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า ฤดูฝนเป็นช่วงที่เชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น โรงเรียน สถานที่ทำงาน และระบบขนส่งสาธารณะ ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินหายใจเพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ โรคที่พบบ่อยในช่วงฤดูฝนสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัดทั่วไป ไข้หวัดใหญ่ และ RSV รวมถึงกลุ่มโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น โรค มือ เท้า ปาก ที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก

ในบรรดาโรคที่ต้องเฝ้าระวัง “ไข้หวัดใหญ่” ถือเป็นโรคสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็ว และมีความรุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดา โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ ภาวะหายใจล้มเหลว กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือสมองอักเสบ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
พญ.เหมือนแพร ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)” เป็นโรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัส Influenza โดยพบได้บ่อยจากสายพันธุ์ A และ B ติดต่อกันได้ง่ายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อน แล้วนำมือมาสัมผัสจมูก ปาก หรือดวงตา
อาการของไข้หวัดใหญ่มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันภายใน 1-4 วันหลังได้รับเชื้อ ผู้ป่วยมักมีไข้สูงตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ อ่อนเพลีย ไอ เจ็บคอ คัดจมูก และน้ำมูกไหล ขณะที่เด็กบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย

“สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองต้องสามารถแยกอาการระหว่าง ‘ไข้หวัดธรรมดา’ กับ “ไข้หวัดใหญ่” หากเป็นไข้หวัดทั่วไป เด็กมักมีไข้ไม่สูงมาก ยังเล่น รับประทานอาหาร และหายใจได้ตามปกติ แต่หากมีไข้สูงต่อเนื่อง 39–40 องศาเซลเซียส ต่อเนื่องนาน 2–3 วัน ซึม ไม่ร่าเริง รับประทานอาหารได้น้อยลง ไอมากขึ้น หายใจเร็ว หอบเหนื่อย หรือหน้าอกกระเพื่อมแรงขณะหายใจ ควรรีบพามาพบแพทย์ทันที โดยเฉพาะช่วงวันที่ 3–5 หลังเริ่มป่วย ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด”
สำหรับการป้องกันไข้หวัดใหญ่ นอกจากการดูแลสุขอนามัย เช่น สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ในพื้นที่แออัด ล้างมือบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าโดยไม่จำเป็นแล้ว การรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญในการลดความรุนแรงของโรคและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
พญ.เหมือนแพร กล่าวปิดท้ายว่า การป้องกันไข้หวัดใหญ่สามารถทำได้ทั้งการดูแลสุขอนามัยเช่น สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ในพื้นที่แออัด ล้างมือบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าโดยไม่จำเป็น รวมถึงการรับวัคซีนเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและช่วงเปิดเทอมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดสูง ปัจจุบันประเทศไทยมีวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2 รูปแบบหลัก ได้แก่

วัคซีนชนิดฉีด ซึ่งเป็นวัคซีนเชื้อตาย และเป็นวัคซีนมาตรฐานที่ใช้อย่างแพร่หลาย สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป
วัคซีนชนิดพ่นจมูก ซึ่งเป็นวัคซีนเชื้อเป็นที่ทำให้อ่อนฤทธิ์ มีจุดเด่นคือใช้งานง่าย ไม่ต้องฉีด ช่วยลดความกังวลเรื่องการเจ็บตัว เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับเด็กที่กลัวเข็ม โดยวัคซีนจะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันบริเวณเยื่อบุจมูก ซึ่งเป็นจุดแรกที่เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย
อย่างไรก็ตาม วัคซีนชนิดพ่นจมูกอาจไม่เหมาะกับบางกลุ่ม เช่น หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่รับประทานยาแอสไพรินเป็นประจำ รวมถึงผู้ป่วยโรคหอบหืดที่ยังควบคุมอาการได้ไม่ดี จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีนทุกครั้ง
“แม้วัคซีนจะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100% แต่สามารถช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ การรับวัคซีนเป็นประจำทุกปีจึงเป็นการสร้างเกราะป้องกันให้กับตนเองและคนในครอบครัว โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและช่วงเปิดเทอมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดสูง” พญ.เหมือนแพร กล่าวทิ้งท้าย



