เมื่อวันที่ 30 ก.ย. เวลา 15.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนคณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ชี้แจงนโยบายด้านการต่างประเทศ และปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา ว่า เรื่องการต่างประเทศเป็นเรื่องผลประโยชน์ของชาติ ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างพรรครัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้านจึงมีความสำคัญ เพราะทุกคนต่างต้องการรักษาศักดิ์ศรี เกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของประเทศ ตนจึงอยากมีโอกาสพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านในเรื่องนี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชาตอนนี้นั้น มีหลายมิติ ทั้งมิติชายแดน มิติความมั่นคง มิติที่เกี่ยวข้องกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ มิติเศรษฐกิจ มิติการทหารที่เชื่อมโยงกับการเมืองภายในของแต่ละประเทศ รวมถึงเกี่ยวข้องกับความรู้สึกของประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ
รมว.การต่างประเทศ กล่าวอีกว่า การจะแก้ปัญหาดังกล่าวเพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชากลับสู่สภาวะปกตินั้น เราต้องพยายามก้าวข้ามความขัดแย้งที่มีอยู่ให้ได้ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับการเจรจาเป็นสิ่งที่ไทยต้องทำอยู่แล้ว เพราะไทยใฝ่หาสันติ แต่เราไม่ยอมในเรื่องของอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน แต่การเจรจาจะเปิดได้ต่อเมื่อเราต้องเห็นว่าฝ่ายกัมพูชามีความพร้อมเมื่อไหร่ อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าสิ่งสำคัญ คือเราอย่าแก้ปัญหาแต่ละวันแบบเฉพาะหน้า จึงต้องดำเนินการอย่างมียุทธศาสตร์ในมิติต่างๆ โดยเราต้องมียุทธศาสตร์ด้านข้อมูลข่าวสาร เพราะตรงนี้เป็นพื้นที่ที่ฝ่ายกัมพูชาใช้อย่างมากในการนำเสนอข้อมูลฝ่ายเดียว เขาสร้างความได้เปรียบของเขา และเอาสิ่งที่พูดคุยกันในระดับทวิภาคีออกไปสู่เวทีระหว่างประเทศ อย่างเช่นการที่กัมพูชานำไปพูดในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) ครั้งที่ผ่านมา

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การที่มี สส.คนหนึ่งพูดว่าตนไปทะเลาะกับฝ่ายกัมพูชานั้น ตนขอบอกว่าไม่เคยทะเลาะกับใคร แต่ตนไปทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนของไทยที่ต้องปกป้องศักดิ์ศรีของประเทศไทย และตนไม่ได้ปิดประตูการเจรจา หากฝ่ายกัมพูชาพร้อมเจรจาเมื่อไหร่ เราก็พร้อมเช่นกัน แต่ปัญหาขณะนี้ คือกัมพูชายังไม่ได้แสดงความจริงใจที่จะเจรจากับไทย
“การเจรจาที่จะมีขึ้น คือการเจรจาเรื่องหยุดยิงถาวร เรื่องเก็บทุ่นระเบิด การนำอาวุธหนักทั้งหมดออกจากพื้นที่ชายแดน เพื่อนำความสงบและความปลอดภัยมาสู่ชายแดน แต่สถานการณ์ปัจจุบันที่เราเจอปัญหาความสลับซับซ้อน และเจอวิธีของกัมพูชาที่กลับไปกลับมานั้น สิ่งสำคัญที่สุด คือการต่างประเทศต้องเริ่มต้นภายในบ้านของเรา เรื่องเอกภาพการทำงานร่วมกัน ดังนั้นกระทรวงการต่างประเทศในช่วงที่ผมดูแล จึงเน้นการทำงานที่เป็นเอกภาพกับฝ่ายทหาร ซึ่งผมพูดคุยกับรมว.กลาโหมทุกวัน มิฉะนั้นประเทศไทยจะดูอ่อนแอในสายตาของอีกฝ่าย ขณะนี้การทูตต้องสนับสนุนการทหาร แต่ในอนาคต หากพื้นที่เปิดแล้ว การทหารก็ต้องสนับสนุนการทูต” นายสีหศักดิ์ กล่าว



