จากความร่วมมือของอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และมหาวิทยาลัยราชภฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ที่จัดอยู่ในมหาวิทยาลัยกลุ่มที่ 3 กลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนอื่น ได้วิเคราะห์ความคิดเห็นของนักศึกษาไทยจำนวน 649 คน ที่เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยแบบสัมภาษณ์ระหว่างวันที่ 20-28 กันยายน 2568 สะท้อนให้เห็นอย่างน่าสนใจว่า นักศึกษาที่เป็นคนเจน Z รุ่นใหม่ไม่เพียงแต่ยอมรับการมาของ AI เท่านั้น แต่ยังใช้มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการเรียนอย่างเต็มที่ การใช้ ChatGPT และเครื่องมือ AI อื่น ๆ เป็นเรื่องปกติในรั้วมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเพื่อการค้นคว้า สรุปบทเรียน การติวก่อนสอบ หรือแม้แต่การออกแบบกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการเปลี่ยนแปลงในหมู่นักศึกษาเองไม่ได้เกิดจากนโยบายที่ถูกกำหนดมาจากมหาวิทยาลัย แต่เป็นการริเริ่มโดยนักศึกษากันเอง คล้ายกับการปฏิวัติการศึกษาแบบฐานราก นักศึกษาเรียนรู้ ทดลอง และปรับใช้ AI ตามความต้องการเฉพาะของตนเอง นักศึกษาไม่ได้มอง AI ในฐานะเครื่องมือทดแทนแรงงาน แต่มองเห็นว่า AI เป็น “พันธมิตรทางปัญญา” ที่ช่วยให้คิดวิเคราะห์ได้ลึกขึ้น เรียนรู้ได้เร็วขึ้น และสร้างสรรค์ได้มากขึ้น

สภาพการณ์นี้ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพในกระบวนการเรียนรู้แบบใหม่ นักศึกษาหลายคนเล่าว่า AI ช่วยให้เข้าถึงและประมวลผลข้อมูลได้รวดเร็ว สังเคราะห์สาระสำคัญได้โดยไม่ต้องเสียเวลาไปกับรายละเอียดที่ไม่จำเป็น อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้การเรียนรู้เฉพาะบุคคลเกิดขึ้นจริง เพราะ AI สามารถปรับคำอธิบายหรือเนื้อหาให้สอดคล้องกับความเข้าใจและจังหวะของผู้เรียนแต่ละคน การมีผู้ช่วยที่ไม่ตัดสิน ไม่เหน็ดเหนื่อย ไม่ตำหนิ และพร้อมตอบคำถามซ้ำ ๆ ก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัยทางจิตใจ นักศึกษากล้าตั้งคำถามมากขึ้น และเข้าใจประเด็นที่ยากซับซ้อนได้ชัดเจนกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางโอกาสที่เปิดกว้าง นักศึกษาก็ไม่ละเลยเสียงสะท้อนด้านความกังวลเชิงจริยธรรมและความถูกต้อง นักศึกษาหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูลที่ได้จาก AI ไม่ได้ถูกต้องหรือเป็นปัจจุบันเสมอไปจำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่มเติม ความน่าเชื่อถือจึงเป็นประเด็นที่ยังคงเป็นโจทย์ท้าทาย นอกจากนี้ยังมีความกังวลเรื่องความยุติธรรมในการเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัล เนื่องจากบริการ AI ที่มีประสิทธิภาพสูงส่วนใหญ่มาพร้อมกับค่าใช้จ่าย ทำให้นักศึกษาที่ขาดโอกาสทางเศรษฐกิจอาจเสียเปรียบเพื่อนร่วมชั้น ข้อกังวลด้านความสุจริตทางวิชาการก็เป็นอีกประเด็นใหญ่ เพราะ AI อาจถูกใช้เป็นทางลัดในการทำงาน จนเสี่ยงต่อการลอกเลียนผลงานโดยไม่ตั้งใจ ขณะเดียวกัน ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลก็ทำให้หลายคนรู้สึกไม่มั่นใจว่า ข้อมูลส่วนบุคคลจะถูกจัดการอย่างไร

เมื่อถามว่านักศึกษาควรพัฒนาทักษะอะไรบ้าง? เพื่อจะอยู่รอดและเติบโตในโลกที่ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต คำตอบที่ได้ชี้ไปในทิศทางเดียวกันคือ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ นักศึกษตระหนักรู้ว่าไม่สามารถเชื่อทุกสิ่งที่ AI บอกได้ แต่ต้องมีการกลั่นกรอง วิเคราะห์ และตรวจสอบด้วยตนเอง การเขียนคำสั่งหรือ Prompt ที่ชัดเจนก็ถูกยกให้เป็นทักษะใหม่ที่สำคัญพอ ๆ กับการเขียนเรียงความในยุคก่อน เพราะการสื่อสารกับ AI อย่างเข้าใจจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงและมีคุณภาพมากขึ้น ที่สำคัญกว่านั้นคือ การใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม นักศึกษาหลายคนย้ำว่าตนะองใช้ AI เป็นเพียงแนวทางหรือเครื่องมือประกอบ ไม่ใช่สิ่งที่จะมาแทนที่ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ และทั้งหมดนี้ต้องวางอยู่บนพื้นฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต เนื่องจากเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การหยุดพัฒนาตนเองเท่ากับการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้นักศึกษาจะตระหนักถึงความเสี่ยง แต่ก็มอง AI ให้ผลกระทบเชิงบวกมากกว่าเชิงลบ นักศึกษาหลาย
คนคาดหวังว่า AI จะช่วยยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ เพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงองค์ความรู้ และขยายโอกาสการพัฒนาทักษะระดับสูง โดยเฉพาะการคิดวิเคราะห์และการสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังมีนักศึกษาบางคนมองว่า AI อาจกลายเป็นเพื่อนคู่คิดในยามที่ต้องการกำลังใจ หรือแม้แต่เป็นผู้ให้คำปรึกษาเบื้องต้นด้านสุขภาพจิต สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการศึกษายุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงการถ่ายทอดความรู้ แต่ยังรวมไปถึงการดูแลผู้เรียนในเชิงจิตใจและสังคมด้วย

คำถามสำคัญคือ มหาวิทยาลัยไทยพร้อมแล้วหรือยัง? ในการตอบรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นนี้ ผลการศึกษานี้ชี้ชัดว่า นักศึกษาพร้อมก้าวไปข้างหน้า แต่สถาบันการศึกษาเองอาจยังตามไม่ทัน ความท้าทายที่มหาวิทยาลัยต้องเผชิญไม่ใช่การห้ามหรือหลีกเลี่ยงการใช้ AI แต่คือการกำหนดแนวทางที่เหมาะสม สร้างหลักสูตรที่บูรณาการ AI Literacy เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน
การสอน จัดระบบการคุ้มครองจริยธรรมและข้อมูล พัฒนาอาจารย์ให้สามารถใช้ AI อย่างสร้างสรรค์ และที่สำคัญที่สุดคือการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี

สิ่งที่บทความนี้ต้องการฝากไว้กับผู้บริหารมหาวิทยาลัยและผู้กำหนดนโยบายด้านการศึกษาคือ เราจะทำให้นักศึกษาไทยทุกคนได้ใช้ AI อย่างเสมอภาคและมีคุณภาพ หรือจะปล่อยให้กลายเป็นตัวเร่งความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ที่เข้าถึงได้กับผู้ที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง? คำตอบไม่ได้อยู่ที่ AI หากแต่อยู่ที่การตัดสินใจว่าจะเลือกเดินไปในทิศทางใด หากมหาวิทยาลัยสามารถสร้างสมดุลระหว่างการเปิดรับนวัตกรรมกับการรักษาคุณค่าของความเป็นมนุษย์ได้จริง AI ก็จะไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวหรือต้องวิตกกังวล แต่ AI จะกลายเป็นพลังสนับสนุนการขับเคลื่อนใหม่ของการศึกษาไทยไม่ให้ตกขอบมากไปกว่านี้

——————–

บทความโดย


รศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ผศ.ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต
ผศ.ดร.คณกร สว่างเจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา