เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 3 ต.ค. ที่เพลนารีฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในเวทีสัมมนา Sustainability Expo 2025 A Call for Adaptation The Sustainability in Trade & Industry หัวข้อ “ยกระดับอุตสาหกรรม-การค้า-การลงทุนสู่ความยั่งยืน” ว่า วันนี้เราอยู่ในยุคที่ได้ยินคำว่าความยั่งยืนอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเราจะต้องมอง ดำเนินการ และคิดให้เกิดความยั่งยืน คิดเป็นแบบ Quick Win ซึ่งรัฐบาลมีเวลา 4 เดือน ก็ต้องทำงานแบบ Quick Win และต้องวางรากฐานให้รัฐบาลต่อไปนำไปต่อยอด โดยไม่ต้องมาล้มเลิกและนำแนวคิดเรื่องใหม่ๆ เข้ามา แต่หากรัฐบาลต่อไปล้มเลิกอีก จะทำให้คำว่า Sustainability ไม่มีความหมายใดๆ

นายกฯ กล่าวว่า มีหลายอย่างบีบให้สังคมไทยต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้เราเกิดความอยู่รอด แต่อยู่รอดด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี ถ้ามีคุณภาพชีวิตที่ดี เราอาจอยู่ได้ถึง 90 ปี และวันหนึ่งอาจต้องมีการปรับเกษียณอายุเป็น 65 ปี เพราะถ้าคนไม่ Active อาจกลายเป็นภาระได้ แต่ช่วงอายุ 60-90 ปี ต้องดูแลตัวเองได้ เราต้องปรับเปลี่ยนสไตล์การใช้ชีวิตของเราเช่นกัน ต้องไม่มีช้อยส์ที่ไปเป็นภาระให้ลูกหลาน รัฐบาลก็ต้องดูแลพวกท่าน เตรียมเงินดูแลเรื่องสุขภาพ เรื่องบัตรทอง 30 บาท ต้องมีจำนวนเงินสำรองไว้ในการดูแลรักษาสุขภาพของคนไทยเพิ่มมากขึ้น เงินเหล่านี้มาจากไหน รัฐบาลต้องหามา จะหามาอย่างไร ก็คือจากการสนับสนุนให้พวกท่านได้ประกอบธุรกิจ อำนวยความสะดวกให้ทำการค้า เสริมสร้างรายได้เข้าประเทศเยอะๆ เพื่อเก็บภาษีจากพวกท่าน เพราะเงินเหล่านี้ต้องเอามาใช้ในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชากรประเทศ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่รัฐบาลจากนี้ไปจะต้องทำ ตนจึงใช้คำว่าเป็นทางรอดไม่ใช่ทางเลือก ไม่มีทางเลือกหรอกครับ เราต้องมีการพัฒนาที่ยั่งยืนและเหมาะสมกับสภาพสังคม สภาพประเทศของเรา

นายกฯ กล่าวว่า ส่วนการเมืองที่จริงแล้วมีความเป็นเสถียรภาพ ต่อให้ไม่มีความเป็นเสถียรภาพ นักการเมืองรู้ดีว่าอย่าไปแตะกับผู้ประกอบการที่เขากำลังสร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศ เราผ่านวิกฤติการณ์มาเท่าไหร่ก็ตาม แต่ว่าความมั่นคงการสนับสนุนด้านเศรษฐกิจ เราไม่เคยลดน้อยถอยลง สิ่งที่เราต้องแก้อีกนิดเดียว คือทำให้รัฐบาลมีความเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด ช่วยเหลือและสนับสนุนกลุ่มทุนซัพพอร์ตทุกอย่าง ออกมาตรการทุกอย่างให้กลุ่มทุนได้ แต่ต้องไม่ให้กลุ่มทุนมาชี้นำรัฐบาลเท่านั้นเอง และประเทศของเราสามารถที่จะมีการแข่งขันได้อย่างเต็มที่ ไม่ใช่ว่าทำอะไรไม่ได้ ติดคนนี้ ติดคนนั้น และสิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่เกิดการแข่งขัน จะกลายเป็นเสือนอนกินไม่พัฒนา ตนเชื่อว่าสังคมการเมืองจะเปลี่ยนไปและประเทศไทยของเราจะเริ่มปรับความเป็นสากลความเป็นธรรมาภิบาลเพิ่มมากขึ้น เพราะเราจะถูกบีบจากสังคมทั้งภายในและภายนอก 

นายกฯ กล่าวต่อว่า เรามีสงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจ ในช่วงนี้สถานการณ์ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ทำให้กฎทางการค้าซับซ้อนขึ้น ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับความผันผวน รัฐบาลทุกประเทศต่างคิดมาตรการที่จะทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศของเขาและในหลายครั้งอาจจะเป็นโทษกับประเทศผู้ค้าอื่น เราต้องมีความพร้อม โลกเป็นอย่างไรต้องปรับเปลี่ยน วันนี้สหรัฐขึ้นภาษีของเรา สิ่งแรกที่เราต้องคิดแล้วตลาดอื่นอยู่ไหนต้องไปให้ได้ เขาเพิ่มมา 19% จะไปแข่งกับใคร ตลาดอื่นที่จะมารองรับมีไหม และเราต้องมองฐานการผลิตของเรา ตนเคยคิดว่าการขึ้นภาษีมากๆ ไม่ว่าประเทศไหนก็ตามคนในประเทศนั้นก็เดือดร้อน

นายกฯ กล่าวว่า ขอชื่นชมรัฐบาลที่แล้วทั้งกระทรวงการคลัง โดยนายพิชัย ชุณหวชิร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง และนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พาณิชย์ ทั้งสองพิชัยเลย รวมถึงปลัดกระทรวง ต้องใช้เวลาเป็นอย่างมากในการดำเนินการเรื่องภาษีประเทศไทยจนสุดท้ายแล้วได้มา 19% เราไม่ได้เสียอะไร ซึ่งเท่าที่ตัวเองทราบมา ท่านได้ใช้ทุกกลไกทุกอย่างเท่าที่ได้มา และถ้าเขาสูญเสีย คนที่เดือดร้อนคือประเทศของเขา ตอนนี้ด้วยปัญหาความขัดแย้งที่เรามีกับประเทศเพื่อนบ้าน สหรัฐพยายามอยากจะให้เราได้มีข้อตกลงที่ดีต่อกันเพื่ออะไรก็แล้วแต่ เพื่อประโยชน์ของประเทศของเขาด้วย ในเรื่องการค้า ความมั่นคงในภูมิภาค สิ่งแรกที่ตนคิดถ้าอยากจะได้เงื่อนไขแบบนี้ต้องคุยได้ จะทำไม่ทำอีกเรื่องหนึ่ง รับฟังได้ และปากต้องพูดด้วยภาษีลดลงอีกได้หรือไม่ ถ้าลดลงได้อีกก็จะทำให้เราตัดสินใจในการทำตามคำแนะนำของเขาได้มากขึ้น ประเทศไทยไม่เสียอะไร คุณลดภาษีด้วย เพื่อความสงบสุขของโลกใบนี้ต้องช่วยกัน  

“วันนี้ที่ผมกลับมามีสถานะเป็นนายกฯ ผมคิดว่าจะเร่งให้นโยบายนี้เกิดโดยเร็วจะใช้เวลานี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ประเทศไทยของเราไม่ใช่ไม่มีอนาคต อาจจะมีการชะงักงันไปบ้างในเรื่องการเมือง แต่ถ้าเราดูจริงๆ แล้วปล่อยให้การเมืองก็ว่ากันไป คนในชาติต้องรักต้องสามัคคีกัน การเมืองก็จะมาดูแลท่านเอง ในเมื่อคนในชาติไม่ต้องการความขัดแย้ง นักการเมืองก็ไม่กล้าขัดแย้ง อย่าให้นักการเมืองมา Lead (ชักนำ ชักจูง) ท่าน ท่านต้อง Lead (ชักนำ ชักจูง) นักการเมือง ผมจะใช้โอกาสที่มีบุญวาสนามาตรงนี้ได้ ทำให้ดีที่สุด ไม่ทำอะไรเยอะ ทำแบบพอเพียง แบบยั่งยืนและยืดยาว พร้อมปรับปรุง รับฟัง และสนับสนุนให้ท่านทั้งหลายดำเนินกิจการด้วยความมั่นคงในทุกๆ มิติ รัฐบาลชุดนี้พร้อมที่จะให้การสนับสนุนพวกท่านในทุกมิติ เพื่อให้มีความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพเกิดขึ้นในประเทศของเรา” นายกฯ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายกฯ กล่าวปาฐกถาพิเศษในเวทีสัมมนา Sustainability Expo 2025 A Call for Adaptation The Sustainability in Trade & Industry หัวข้อ “ยกระดับอุตสาหกรรม-การค้า-การลงทุนสู่ความยั่งยืน” ที่เพลนารีฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เสร็จสิ้น ระหว่างเดินมาขึ้นรถได้แวะทักทายเยาวชนที่มาร่วมกิจกรรมภายในศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมถ่ายภาพร่วมกัน ก่อนเดินทางกลับ.