ในงาน Sustainability Expo 2025 (SX) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 5 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โซน SX TALK STAGE มีบรรยายเรื่อง นโยบายสาธารณะของชุมชน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนโดย ผศ.ดร.พงศ์เทพ สุธีรวุฒิ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ดร.พงศ์เทพ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พยายามขับเคลื่อนและสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อทำให้เกิดนโยบายสาธารณะ สอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืนในภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง อธิบายได้ว่าเมื่อเราจัดงานหรือกิจกรรม เป้าหมายที่เราตั้งไว้ไกลๆ ปลายทางเราคือการพัฒนาที่ยั่งยืน ส่วนใหญ่พูดกัน 3 ประเด็น ได้แก่ 1.เศรษฐกิจ 2.สังคม 3.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ได้เพิ่มประเด็นสุขภาพ ซึ่งไม่ได้หมายถึงโรคและความเจ็บป่วย แต่หมายถึงสุขภาวะ แปลว่า “ภาวะที่เป็นสุข” โดยมีปัจจัยที่ทำให้ภาวะเป็นสุข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโลกร้อน ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มเด็ก เข้าไม่ถึงเทคโนโลยี เป็นต้น

ดังนั้นต้องมองหาปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน โดยพยายามที่จะสร้างนโยบายเพื่อลดปัจจัยที่ทำให้ภาวะไม่เป็นสุข วิธีการสร้างนโยบายต้องพยายามไปคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บางเรื่องรัฐบาลกำลังพยายามทำอยู่ แต่ไม่ครอบคลุม ทำแบบแยกส่วน ขาดการบูรณาการทุกภาคส่วน โดยบทบาทของมหาวิทยาลัยเข้าไปทำหน้าที่ให้แต่ละหน่วยงานทำงานบูรณาการร่วมกัน  ขณะเดียวกันได้เข้าไปเชื่อมกับชุมชนท้องถิ่นด้วย

บทบาทของมหาวิทยาลัยคือทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมจนเกิดความมั่นคงทางอาหาร ทำให้ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้มีสุขภาวะ เดิมเกษตรกรปลูกยางแบบพืชเชิงเดี่ยว โดยใช้ความรู้ทางวิชาการ พัฒนาเรื่องสวนยางยั่งยืน ปลูกพืชร่วมยาง ปศุสัตว์ร่วมยาง ใช้นักเศรษฐศาสตร์ไปศึกษาพบว่าดีกว่าปลูกยางอย่างเดียว เมื่อได้ข้อมูลแล้วส่งมอบไปที่การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เพื่อนำไปปรับนโยบายต่อไป” ผศ.ดร.พงศ์เทพ สุธีรวุฒิ ยกตัวอย่าง

ผศ.ดร.พงศ์เทพ สุธีรวุฒิ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า ล่าสุดแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและปัตตานี (รายงาน SEA ฉบับประชาชน) ยังได้ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อการจัดการภัยพิบัติ โดยสถาบันนโยบายสาธารณะ เนื่องจากนโยบายการจัดการภัยพิบัติเป็นปัญหาและความท้าทายเชิงพื้นที่ แยกออกมาได้ดังนี้

  1. นโยบายขาดการบูรณาการ ไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
  2. กฎหมายที่มีอยู่ พ.ร.บ.ป้องกันภัยในปี 2550 ยังจัดการภัยพิบัติได้ไม่เต็มที่
  3. มาตรการการดำเนินงาน ระบบเตือนภัย แผนการฝึกซ้อม ขาดประสิทธิภาพ
  4. ระบบฐานข้อมูล หลายหน่วยงานทำงานแบบแยกส่วน
  5. การสื่อสารขาดประสิทธิภาพ ข้อมูลหลายหน่วยงานไม่ตรงกัน
  6. กลไกจัดการภัยพิบัติขาดประสิทธิภาพ มักตั้งกลไกใหม่แทนกฎหมายที่มีอยู่
  7. ศักยภาพของประชาชน สังคม ท้องถิ่นขาดความร่วมมือภัยธรรมชาติที่ซับซ้อนหลากหลาย
  8. การจัดการขณะเกิดภัยพิบัติ ขาดการบัญชาการเหตุการณ์ และสนับสนุนเครือข่ายอาสาสมัครที่ดีพอ