เมื่อวันที่ 7 ต.ค. นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประกาศพร้อมให้ข้อมูลกับกรรมาธิการความมั่นคงฯ เรื่องที่รู้จักกับ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ เบน สมิธ ที่ปรึกษา ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ว่า เราเชิญไปตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วหลังประชุมเสร็จ ก็ได้มีการออกหนังสือต่อ ซึ่งวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา น่าจะส่งถึงเรียบร้อย ดังนั้นหากจะบอกว่าหนังสือยังไม่ถึงคงเป็นไปไม่ได้ ตนเชิญมาเวลา 11.30 น. คงพิจารณาไม่เกิน 12.30 น. เราไม่ได้เชิญแค่ ร.อ.ธรรมนัส แต่เราเชิญนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ด้วย เนื่องจากเกี่ยวข้องกับนายเบน สมิธ นอกจากนี้ยังมีนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในประเด็นสินบน 40 ล้านบาท ยืนยันว่า การเรียกทั้งหมดไม่ได้ตั้งอยู่บนความเกลียดชัง มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือการแกล้งใคร อย่างเรื่องนายไชยชนก ถ้ามีมูลจริงๆ ก็ถือว่ามีความผิดในการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หรือถ้าอยู่ๆ ไม่เป็นความจริงแล้วพูดขึ้นมาก็อาจจะมีความผิดบางประการได้ เราทำเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้ครอบคลุมทุกมิติ
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ตนไม่ได้มีความเกลียดชังใครส่วนตัวทั้ง ร.อ.ธรรมนัส และที่ปรึกษาของฮุน เซน ตนถือว่าตนปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ใครเกี่ยวพันอะไรอย่างไร ก็ต้องว่ากันไปตามพยานหลักฐาน ตนยอมรับว่าการดำเนินคดีกับคนที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินไม่ใช่เรื่องง่าย ตำรวจทำคดีออกมาอย่างดีเยี่ยม แต่บางครั้งแนวการตีความของศาลอาจไม่เป็นคุณ ในเรื่องการปราบปรามการฟอกเงินขนาดนั้น จึงอาจมีปัญหาแบบนี้ได้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องหยุดหรือปล่อยผ่าน ทำให้สถานการณ์เลวร้ายไปอีก ดังนั้นจึงไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตัว แต่เป็นการทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ เราในฐานะที่เป็นนักการเมือง เป็น สส. รวมถึงเป็นประธานกรรมาธิการ ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
“อย่ามาอาศัยว่าคุณฟ้องผมแล้ว มันเป็นคดีแล้ว แล้วถ้าทำหน้าที่ต่อเป็นประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ เพราะเกี่ยวข้องกับคดีหมิ่นประมาท ประทานโทษ ต่อไปนี้ไม่ต้องมี สส. คนไหนทำงานแล้ว เพราะออกมาเปิดโปงเรื่องอะไร สักพักก็มีคนไปฟ้อง แล้วอย่างไรเขาต้องหยุด ถ้าใช้เทคนิคกันแบบนี้มันก็ทำลายกระบวนการยุติธรรม” นายรังสิมันต์ กล่าว
เมื่อถามว่าตอนนี้ ร.อ.ธรรมนัส ไม่ฟ้องแล้ว มีเพียงนายเบน สมิธ เท่านั้นที่เดินหน้าฟ้อง นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส พยายามที่จะเล่นใหญ่กับเรื่องนี้มาก แล้วอยู่ๆ ก็กลับตัว 360 องศา ไม่ดำเนินคดี ต้องบอกแบบนี้ก่อนว่า ตนไม่ได้อยากถูกฟ้อง แต่แค่แปลกใจและตั้งคำถามว่า ร.อ.ธรรมนัสยังเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถืออยู่หรือไม่
“ท่านเป็นรองนายกรัฐมนตรี ท่านพูดว่าจะดำเนินคดีกับผม ทนายของท่านออกมาพูด 2 ประเด็น ประเด็นแรกเรื่องที่ท่านพูดว่าจะฟ้องผมเป็นประเด็นที่บางมาก อ้าว แล้วทำไมลูกน้องยังมองว่าที่ท่านธรรมนัส พูดไม่มีน้ำหนักเลย ประเด็นที่สองได้มีการพูดผ่านรายการ ว่าท่านธรรมนัสไม่มีต้นทุนทางสังคมเท่าผม ทั้งที่ตัวท่านเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรี ผมคิดว่า ร.อ.ธรรมนัสต้องทบทวนตัวเอง ว่าการให้ข่าวที่มีลักษณะข่มขู่ ทุกคนรู้ว่าเป็นการข่มขู่ เป็นการทำให้ผมมีภาระในการเดินทาง ที่จะต้องไปพะเยา ไปนราธิวาส ทุกคนรู้ว่าการฟ้องแบบนี้ สร้างภาระให้กับคนที่ถูกดำเนินคดีแน่นอน แต่ทำไมอยู่ๆ ท่านสามารถพูดไปเรื่อยได้แบบนี้” นายรังสิมันต์ กล่าว
นายรังสิมันต์ ยังกล่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส ต้องมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ มากไปกว่านั้นสิ่งที่คิดว่าแย่มากสำหรับคนที่เป็นรองนายกฯ คือ คุณไปฟ้องร้องดำเนินคดีกับสื่อ คุณอาจจะบอกว่าใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรม แต่ประทานโทษ คุณเป็นรองนายกฯ อยู่แล้ว คุณสามารถชี้แจงได้อยู่แล้ว เป็นบุคคลที่สังคมให้ความสนใจอยู่แล้ว ก็ดำเนินการไป แล้วที่ไปดำเนินคดี 200-300 กรณี ตนคิดว่าตำรวจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ต้องตอบคำถามกับสังคม ว่าคุณเป็นลูกไม้ลูกมือให้ ร.อ.ธรรมนัส หรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องสนใจ ถ้าตำรวจเข้าไปเป็นลูกไม้ลูกมือ เพื่อให้เกิดการฟ้องปิดปาก ตนคิดว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
“หลังจากที่ผม เปิดเรื่องที่ปรึกษาสมเด็จฮุน เซน อาจมีความเกี่ยวพันซึ่งอาจมีความเกี่ยวพันกับเส้นเงินของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และหากดูสิ่งที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อภิปราย มันค่อนข้างชัดเจนว่าเงินดำที่เป็นที่ต้องสงสัย ว่าเป็นของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา ซึ่งกำลังจะมายึดประเทศเรา เราควรที่จะให้ความสำคัญและใส่ใจมากกว่านี้ คนระดับรองนายกรัฐมนตรี ควรตรวจสอบเรื่องนี้ ไม่ใช่มาดำเนินการทางกฎหมายแล้วมาปิดปากผม ไม่รู้ว่าจุดยืนของท่านธรรมนัสในเรื่องนี้คืออะไร แต่จุดยืนแบบท่านธรรมนัสเป็นจุดยืนที่น่ากังวลจริงๆ หลังจากที่ผมเปิดเรื่องนี้ ก็มีคนส่งข้อมูลมาเยอะ เมื่อวานเพิ่งได้ข้อมูลมา 48 หน้า เกี่ยวกับที่ปรึกษาสมเด็จฮุน เซน และมีแถมมา ว่าให้ไปถามข้อมูลจาก ร.อ.ธรรมนัส เรื่องจีนเทา ท่านน่าจะมีข้อมูลเหล่านี้อยู่เยอะ เดี๋ยวคงได้มีการดำเนินการต่อไป” นายรังสิมันต์ กล่าว.



