เมื่อวันที่ 7 ต.ค. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่า ข้อมูลจากระบบสุขภาพในปี 2567 พบว่า ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังของประเทศไทย 1,120,000 คน โดยในนั้นแบ่งเป็นผู้ป่วยระยะที่ 3 ประมาณ 500,000 คน ระยะที่ 4 กว่า 120,000 คน และระยะที่ 5 (ไตวาย) ราว 75,000 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ตัวจนกว่าจะเข้าสู่ระยะท้ายของโรค เนื่องจากโรคไตมักไม่มีอาการในช่วงเริ่มต้น โดยมักจะแสดงอาการในช่วงเข้าสู่ระยะ 3–5 และจำเป็นต้องได้รับการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น การฟอกเลือด การล้างไตทางช่องท้อง หรือการปลูกถ่ายไต ซึ่งสร้างภาระทั้งต่อครอบครัวและระบบงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศ ภายใต้นโยบายฟอกไตฟรี รวมทั้งการพัฒนาระบบบริการโรคไตแบบครบวงจรตั้งแต่การป้องกัน คัดกรอง ไปจนถึงการรักษาและฟื้นฟูเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ทั่วถึงและลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากข้อมูลการบริโภคโซเดียมของประเทศไทย พบว่า คนไทยได้รับโซเดียมจากการกินอาหาร 4,351.69 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนดอยู่ที่ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่าเกลือ 1 ช้อนชา พฤติกรรมดังกล่าวเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้ไตเสื่อมเร็วกว่าปกติ ขณะเดียวกันการดื่มน้ำน้อย และการใช้ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนค ต่อเนื่องหรือใช้เกินขนาด ก็อาจทำลายเนื้อไตและทำให้การทำงานของไตเสื่อมลงอย่างถาวรได้ รวมถึงการใช้สมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐาน  ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมจากผู้เชี่ยวชาญหรือหมอพื้นบ้าน การไม่ออกกำลังกาย ไม่ตรวจสุขภาพ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเกิดโรคได้

“กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขได้เร่งผลักดันมาตรการคัดกรองโรคไตในกลุ่มเสี่ยงพร้อมรณรงค์ให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ลดเค็ม ลดอาหารแปรรูป ดื่มน้ำให้เพียงพอ หมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูง ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์อย่างเคร่งครัด”

นพ.ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย และอายุรแพทย์โรคไต กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขยังได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนโครงการคนไทย 7.2 ล้านคน รู้ค่าความเสี่ยงโรคไต เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 72 พรรษา เชิญชวนประชาชนเข้ารับการคัดกรองที่โรงพยาบาล หรือสถานบริการใกล้บ้าน ให้ได้ตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคไตและวินิจฉัยระยะเริ่มต้น หวังห่างไกลโรคไตเรื้อรัง ลดค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลระยะยาว เช่น ตรวจเลือด เพื่อหาค่า eGFR เพื่อประเมินการทำงานของไต ตรวจปัสสาวะเพื่อตรวจหาความผิดปกติ เช่น โปรตีนรั่ว หรือตรวจวัดความดันและน้ำตาลในเลือด เพื่อควบคุมโรคร่วมด้วย ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยก็ช่วยยืดอายุการทำงานของไตได้หลายปี และลดจำนวนผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายที่ต้องพึ่งพาการฟอกไตในอนาคต.