นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า จากปัญหาการชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐ และแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) เป็นโอกาสให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้นแต่เชื่อว่าเงินลงทุนต่างชาติยังคงอยู่ในสหรัฐเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากนักลงทุนยังคงรอปัจจัยพื้นฐานและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นมากกว่า

ขณะเดียวกันการชัตดาวน์ดังกล่าวของสหรัฐ คาดว่าจะส่งผลต่อดัชนีหุ้นในวงจำกัด ลงทุนส่วนใหญ่ประเมินว่าเป็นเพียงปัจจัยภายนอกระยะสั้นที่อาจสร้างความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินทุนชั่วคราวเท่านั้น อีกทั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเคยเกิดขึ้นมาแล้วรวม 80 ครั้ง จึงไม่ถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจ และที่ผ่านมามีการชัตดาวน์สูงสุดประมาณ 1 เดือนเศษ และเชื่อว่าไม่กระทบต่อดัชนีหุ้นไทยเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตามปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนควรติดตาม ได้แก่ การดำเนินนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่มุ่งเน้นหลักการ กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว ผ่านนโยบายบิ๊ก ควิก วิน รวมถึงความร่วมมือกันของหลายภาคส่วนในการปฏิรูปเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย ที่จะเห็นโอกาสการฟื้นตัวต่อเนื่องของดัชนีหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปี68 หลังจากบรรยากาศช่วงเดือนที่ผ่านมาเริ่มผ่อนคลายขึ้น บริษัทจดทะเบียนกลับมาระดมทุนในตราสารหนี้และตราสารทุนและผลตอบแทนจากหลักทรัพย์ที่เข้าจดทะเบียนใหม่ในวันแรกที่ค่อนข้างสูง แสดงถึงความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับแรงขายจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) เริ่มชะลอตัวลง 

นายศรพล กล่าวว่า สำหรับภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือน ก.ย.68 ที่ผ่านมา ดัชนีปิดที่ 1,274.17 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 3% จากเดือนก่อนหน้า จากตั้งแต่ต้นปีลดลง 9% และมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันอยู่ที่43,155 ล้านบาท ลดลง 31% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี อยู่ที่ 43,028 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 11,859 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนก.ย.68 นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 96,243 ล้านบาท