เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ที่รัฐสภา นพ.ทศพร เสรีรักษ์ สส.พรรคเพื่อไทย แถลงข่าว 2 ประเด็นสำคัญภายในอาคารรัฐสภา โดยกล่าวว่า ประเด็นที่ 1 คือ เหตุไฟไหม้ภายในอาคารรัฐสภา ที่เกือบเกิดเหตุไฟไหม้ภายในอาคารรัฐสภา สันนิษฐานว่าสาเหตุเกิดจากก้นบุหรี่ โดยพื้นที่บริเวณด้านที่ติดแม่น้ำ มีช่องลมที่เปิดรับอากาศจากภายนอก แต่กลับกลายเป็นจุดสูบบุหรี่ของสมาชิกและเจ้าหน้าที่ ทั้งที่ตามกฎหมายอาคารสาธารณะ เช่น สภาแห่งนี้ ห้ามสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด ทั้งที่ผ่านมาได้มีการจัดกิจกรรม สภาไร้ควันสภาสีเขียวหลายครั้ง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จนกระทั่งเกิดเหตุไฟลุกไหม้จากก้นบุหรี่ในถังขยะเมื่อไม่นานมานี้
นพ.ทศพร กล่าวว่า ได้เสนอเรื่องเข้าสู่คณะกรรมาธิการกิจการสภาแล้ว เพื่อให้ดำเนินการอย่างจริงจัง ย้ำว่าถึงเวลาที่ต้องเลิกเกรงใจกัน เพราะสภาเป็นสถานที่ออกกฎหมาย ต้องทำให้เป็นตัวอย่างที่ดี และบังคับใช้กฎหมายให้ได้จริง ประเด็นที่ 2 คือ ส่วนการบิดเบือนข้อเท็จจริงเรื่องร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด มีการบิดเบือนข้อมูลในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการลงมติร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด โดยมีบางโพสต์ระบุว่า “หมอทศพรงดออกเสียงร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด” ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด คิดว่าเขางดออกเสียงทั้งฉบับ ทั้งที่ความจริงเป็นเพียงบางมาตราในขั้นตอนการพิจารณาวาระสองเท่านั้น
นพ.ทศพร กล่าวต่อว่า ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด มีทั้งหมด 7 ร่าง รวมเป็นร่างหลัก 102 มาตรา และมีกรรมาธิการ 39 คนร่วมพิจารณา ซึ่งได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกว่า 300 จุด จนกลายเป็นกว่า 140 มาตรา การลงมติรายมาตรา จึงอาจมีบางประเด็นที่สมาชิกงดออกเสียง เช่น มาตราเกี่ยวกับคณะกรรมการอากาศสะอาดระดับจังหวัด ที่มีข้อถกเถียงว่าควรให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือนายก อบจ. เป็นประธาน ซึ่งเป็นเรื่องเห็นต่างทางหลักการ ไม่ใช่การไม่เห็นด้วยกับกฎหมายทั้งฉบับ
นพ.ทศพร กล่าวอีกว่า ตนเองไม่เคยคัดค้านร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด และในวาระที่ 3 สส.ทุกคนย่อมเห็นชอบให้ผ่านอยู่แล้ว เพื่อนำเข้าสู่วุฒิสภาต่อไป พร้อมย้ำว่าการโพสต์บิดเบือน ถือเป็นการนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และตนอยู่ระหว่างปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เพื่อพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมาย
นพ.ทศพร กล่าวย้ำว่า ตนเองยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองได้ แต่ขอให้เป็นไปด้วยความสุภาพ ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย และที่สำคัญอย่าบิดเบือนข้อเท็จจริง เพราะทำให้ประชาชนเข้าใจผิดในวงกว้าง พร้อมเรียกร้องให้นักการเมืองทุกพรรค ยุติการใส่ร้ายป้ายสีกัน เพื่อให้การพิจารณากฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ดำเนินไปอย่างสร้างสรรค์และโปร่งใส



