สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ว่าเพื่อกอบกู้อุตสาหกรรมเหล็กกล้ายุโรปจากสภาวะถดถอย คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารของอียู เสนอให้เพิ่มอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าเหล่านี้เป็น 50% รวมถึงลดปริมาณการนำเข้าลง 47% ก่อนภาษีอัตราใหม่จะมีผลบังคับใช้
นายสเตฟาน เซฌูร์น รองประธานคณะกรรมาธิการด้านความรุ่งเรือง และยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมของอีซี กล่าวว่า เฉพาะปีที่แล้วเพียงปีเดียว มีการลดตำแหน่งงานในอุตสาหกรรมเหล็กกล้าถึง 18,000 ตำแหน่ง ซึ่งเขาเตือนว่า “มากเกินไป” และ “ต้องหยุด”
กลยุทธ์ของอียูสอดคล้องกับกลยุทธ์ของทรัมป์ ในการกำหนดอัตราภาษีนำเข้า 50% เพื่อกีดกันโลหะราคาถูกจากจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กกล่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก ขณะที่แคนาดาก็ได้ดำเนินการในลักษณะเดียวกันนี้
Today we proposed a new measure to defend the EU steel sector against global overcapacity ????????
— EU Trade ???????? (@Trade_EU) October 7, 2025
What will change?
???? Tariff-free import volumes capped at 18.3 million tons/year — an almost 50% reduction compared to current quota volumes
???? Out-of-quota duties doubled to 50%
???? 1/5 pic.twitter.com/92f7nJotWV
ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตเหล็กกล้าของสหราชอาณาจักร แสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของมาตรการนี้ โดยพวกเขาระบุว่า การส่งออกไปยังยุโรป 80% มาจากสหราชอาณาจักร นายคริส แมคโดนัลด์ รมว.อุตสาหกรรมของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า เขาจะขอคำชี้แจง “อย่างเร่งด่วน” จากอียู
รายงานของอียูระบุว่า โควตาการนำเข้าเหล็กกล้าจะลดลงเหลือ 18.3 ล้านตันต่อปี เท่ากับจำนวนเมื่อปี 2556 ซึ่งเป็นปีก่อนที่ตลาดจะเกิดความไม่สมดุล เนื่องจากจีนให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ผลิตในประเทศจำนวนมาก
นายมารอส เซฟโควิช กรรมาธิการการค้าอียู เตือนว่า กำลังการผลิตเหล็กจะสูงถึง 5 เท่าของความต้องการต่อปีของสหภาพ ภายในปี 2570.
เครดิตภาพ : AFP



