เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เดินทางมาที่สำนักงาน สปสช. เพื่อทวงถามกรณีการจ่ายค่าบริการดูแลรักษาผู้ป่วยสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ว่า สาเหตุที่ตนเดินทางมาวันนี้ เพราะทราบว่า ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. จะมีการแถลงข่าว ถึงกรณีที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ หยุดให้บริการผู้ป่วยนอกสิทธิบัตรทองในวันที่ 16 ต.ค. นี้ เป็นต้นไป ซึ่งตนขอย้ำว่าเป็นการหยุดชั่วคราว จนกว่า สปสช. จะมีการจ่ายหนี้ที่ค้างชำระข้ามปีงบประมาณตั้งแต่ปีงบฯ 63 ราว 13 ล้านบาท ซึ่งขณะนั้น สปสช. ประสบปัญหาว่าคลินิกที่ขึ้นทะเบียนกับ สปสช. มีการทุจริตทั่วกรุงเทพมหานคร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขขณะนั้นก็ได้สั่งให้มีการยกเลิกหน่วยบริการคลินิกที่มีการทุจริต ซึ่งก็ถือว่าทำได้ถูกต้อง และ สปสช. ก็แก้ปัญหาผู้ป่วยไม่มีคลินิกดูแล โดยขอให้โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะช่วยรับดูแลผู้ป่วยเหล่านี้ โดยจะจ่ายค่ารักษาให้ แต่ตอนนั้นกลับไม่จ่ายเลยแม้สักแดงเดียว แล้วแจ้งมาว่าให้ไปทวงเอง ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ขณะนี้อยู่ที่ศาล ในขณะที่โรงพยาบาลมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเรื่อยๆ มีการบันทึกเป็นรายได้และเสียภาษี 20% ไปแล้ว
นพ.เหรียญทอง กล่าวต่อว่า ก่อนหน้าปี 2567 สปสช. มีการปรับโมเดลการรับส่งต่อผู้ป่วยใหม่เป็นโมเดล 5 โดยมีคณะของ สปสช. เดินทางไปพบตนเพื่อขอให้รับเป็นโรงพยาบาลส่งต่อผู้ป่วยจากคลินิก 35 แห่ง รวมประชากรบัตรทอง 2 แสนคน และ สปสช. กำหนดเกณฑ์การจ่ายตามตารางค่าบริการ อาทิ ค่าบริการแพทย์ 200 บาท ค่าบริการโรงพยาบาล 100 บาท และค่ายาตามราคาที่ สปสช. กำหนด แต่ ปรากฏว่าตั้งแต่ 1 มี.ค. โมเดล 5 สปสช. ไม่จ่ายเงินเลยสตางค์แดงเดียวจนถึง 30 ก.ย. 7 เดือนรวดก็ไม่จ่ายเลย รวมหนี้ประมาณ 40 กว่าล้านบาท และสะสมกับของเก่ารวมๆ แล้วกว่า 60 ล้านบาท
“40 กว่าล้านบาทนี้เป็นยอดหนี้ ที่ผมขอใช้คำว่า สปสช. ลักลอบปรับตารางการจ่ายเงินค่าบริการโดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า เพราะตัวใหม่มาประกาศเดือน ก.ค. 2567 และย้อนหลังให้มีผลตั้งแต่ 1 มี.ค. 2567 ทั้งๆ ที่คณะที่ไปคุยวันนั้นตกลงกับผมที่โรงพยาบาลของผมว่า ค่าหมอ 200 บาท ค่าโรงพยาบาล 100 บาท ค่ายาตามตาราง แต่กลับมาปรับลดโดยไม่มีการบอกกล่าว เป็นการมัดมือชก ทำให้หนี้สูญอีก ค่ายาที่ปรับลดลดต่ำกว่าต้นทุนอีก หนี้ 40 ล้านบาท ก็ไม่จ่ายเลยสักแดงเดียว” นพ.เหรียญทอง กล่าว
นพ.เหรียญทอง กล่าวว่า ที่ผ่านมา สปสช. ยังมีการติดหนี้ในแต่ละเดือนอีกรวมๆ แล้วสะสมเกือบร้อยล้านบาท ซึ่งขอย้ำว่าโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะเป็นโรงพยาบาลเอกชน เงินเดือนผู้ปฏิบัติงานไม่ได้มาจากงบประมาณแผ่นดินมาจ่าย การที่ปล่อยให้หนี้สะสมจนถึงจุดๆหนึ่ง ที่เราเห็นว่ามันไปไม่ได้แล้ว จะปล่อยให้สะสมไปเรื่อยๆ ไม่ได้จึงขีดเส้นตายว่า 16 ต.ค. นี้ จะต้องหยุดให้บริการไปก่อนเพื่อไม่ให้หนี้เลยเถิด ให้ สปสช. ตามใช้หนี้เก่าจนหมด ไม่ใช่ปล่อย หรือเพิกเฉย ซึ่งตนได้มีการประสาน โทรฯ หาเลขาธิการ สปสช. รองเลขาธิการ สปสช. ก็ไม่มีใครรับสาย เหมือนคนเป็นหนี้แล้วหนีหนี้ ขณะนี้เหมือน สปสช. เอาคนไข้เป็นตัวประกันมาทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ตัวเองเป็นเจ้าภาพที่ต้องจ่ายเงินแต่กลับไม่จ่าย สปสช. จะทำอย่างนี้ไม่ได้
นพ.เหรียญทอง กล่าวต่อว่า ส่วนที่บอร์ด สปสช. อนุมัติให้ของบกลาง 8 พันล้านบาท จะมีการนำมาใช้หนี้ให้กับโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ด้วยหรือไม่ ตนก็ขอให้พูดออกมาให้ชัดเจน เพราะตอนนี้เราเดือดร้อนขนาดนี้แล้วจะนิ่งเงียบได้อย่างไร สปสช. ต้องออกมาพูด ดังนั้นวันนี้ตนทราบว่า สปสช. เตรียมที่จะแถลงข่าว ตนจึงมาขอรับฟังด้วย แต่กลับมาเก้อ เพราะจู่ๆ ก็เลิกแถลงเฉย แบบนี้แปลว่าอะไร ทั้งๆ ที่สิ่งที่ควรทำคือให้การต้อนรับ ด้วยการให้คำชี้แจงกับตนว่าจะดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร จะมีแนวทางแก้ปัญหาอย่างไรแต่การทำเช่นนี้ยกเลิกการแถลง แสดงว่าไม่มีแนวทางในการแก้ปัญหาใช่หรือไม่.



