เมื่อเวลา 16.20 น. วันที่ 9 ต.ค. 68 ที่รัฐสภา นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง มาตรฐานความปลอดภัย การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างอย่างเป็นระบบ สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังการประชุมกรณีถนนหน้าถนนสามเสนทรุด ว่า หน่วยงานที่มาให้ข้อมูลกับ กมธ. ยังไม่ได้ให้รายละเอียดมากพอ แต่ที่สำคัญคือผู้รับจ้าง ตั้งแต่เกิดเหตุมาผู้รับจ้างได้มีการแถลงข่าวให้ประชาชนได้รับทราบบ้างแล้วหรือไม่ ซึ่ง กมธ. ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงแล้ว 3 ครั้ง โดยมีการส่งตัวแทนเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ที่ไม่ได้อยู่ในระดับของผู้บริหาร มาชี้แจง จึงไม่สามารถที่จะตอบอะไรได้มาก เป็นการแสดงถึงความไม่ให้เกียรติกับ กมธ. เป็นอย่างมาก
นายศุภณัฐ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันหน่วยงานผู้ว่าจ้างที่มีอำนาจในการบังคับผู้รับจ้างให้ต้องมาชี้แจง ก็กลับไม่ดำเนินการใดๆ เพื่อที่จะบังคับให้ผู้รับจ้างหรือผู้รับเหมามาชี้แจง จึงอยากให้ติดตามว่าเมื่อไหร่บริษัทผู้รับเหมาจะมาชี้แจงกับ กมธ. และตอบคำถามกับสังคม อย่างไรก็ตาม เรามีความกังวลหลายเรื่องที่สุด คือเรื่องของการสื่อสารที่ยังไม่มีความชัดเจนมากพอ ถามว่าความคืบหน้าของโครงการนี้อยู่ที่ไหน ผู้คนทราบแล้วหรือไม่ รายละเอียดของการประกันที่บอกว่ามีวงเงินประกัน 1.94 หมื่นล้าน จะครอบคลุมแบบใดบ้าง และตึก สน.สามเสน ที่ต้องรื้อถอนนั้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
นายศุภณัฐ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันหน่วยงานต่างๆ เช่น การประปานครหลวง หรือประชาชนที่อยู่รอบบริเวณเขตดุสิต หากมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น เขาจะวางบิลที่ใครระหว่างผู้รับเหมาหรือการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งก็ไม่มีความชัดเจน ส่วนการบริหารจัดการในพื้นที่หน้างาน ตั้งแต่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจนถึงวันนี้ คณะกรรมการยังไม่มีการลงพื้นที่เลย และการบริหารจัดการหน้างานทั้งหมด ก็ยกไปเป็นคณะกรรมการที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ตั้งขึ้นมา แต่หลังบ้านเขาชี้แจงชัดเจนว่า หลักๆ คนที่มีอำนาจในการตัดสินใจว่าจะทำอะไรคือ รฟม. กับผู้รับจ้าง และหลักฐานต่างๆ เราจะเห็นหรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตอนนี้การตัดสินใจทุกอย่างอยู่ในมือของผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง
ด้านนายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สส.กทม. พรรค ปชน. ในฐานะ สส. ในพื้นที่ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ตนได้ตั้งกระทู้ถามสดนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้เสนอและเรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบที่โปร่งใส และมีสัดส่วนจากภาคประชาชนมากเพียงพอที่จะให้น้ำหนัก แต่สัดส่วนที่มีคือ 2 ใน 11 คำถาม คือนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบในเรื่องนี้เพียงพอ และเมื่อดูรายชื่อแล้ว ผู้แทนจาก 9 หน่วยงานใน 11 หน่วยงานภาครัฐ ตนรู้สึกผิดหวัง เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ประธาน กมธ. ชุดนี้ ได้กล่าวในที่ประชุมว่าจะมีการทำหนังสือไปถึง รมว.คมนาคม ให้เสนอรายชื่อผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างอุโมงค์ใต้ดินโดยเฉพาะเพิ่มขึ้นอีก 3 คน ที่จะมาจาก 3 มหาวิทยาลัย เพราะหากเรายิ่งมีสัดส่วนจากภาคประชาชนเยอะ ก็จะมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น สิ่งที่เราต้องกู้คืนโดยเร็วคือความเชื่อมั่นของประชาชน เพราะหากกรรมการการตรวจสอบในเหตุการณ์นี้ไม่โปร่งใส ตนก็เชื่อว่าประชาชนจะไม่ให้ความไว้วางใจโครงการนี้ในอนาคต แม้ว่าจะมีการแก้ไขในการก่อสร้างก็ตาม

เมื่อถามว่า หากเอกชนยืนยันว่าจะไม่มาชี้แจง กมธ. จะดำเนินการอย่างไรต่อ นายพชร จันทรรวงทอง สส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะโฆษก กมธ. กล่าวว่า เราต้องมีการบี้ไปที่ รฟม. ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้าง แต่พวกเราจะทำเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด สำหรับข้อมูลหลายอย่างที่ กมธ. รู้ ส่วนใหญ่พวกเราสร้างจาก “แหล่งข่าว” ไม่ใช่จากทางราชการเป็นผู้ชี้แจง และเป็นที่น่าสงสัย เพราะหลังจากวันที่เกิดเหตุประมาณ 2 สัปดาห์ คณะกรรมการที่มีการตั้งขึ้นมา ยังไม่มีการประชุม จึงเป็นที่กังวลของ กมธ. เป็นอย่างมาก
นายศุภณัฐ กล่าวเสริมว่า เราพร้อมตรวจสอบเต็มที่ แต่ขณะเดียวกันต้องให้กระแสสังคมกดดันด้วยเช่นกัน เพราะเราทราบกันดีว่าผู้รับเหมาท่านนี้เป็นใคร และอาจจะมีความเชื่อมโยงอย่างไรกับพรรคการเมือง รวมถึงพรรคการเมืองใดกำกับกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแทนที่ส่งมาจากหน่วยงานภายใต้สังกัดของกระทรวงมหาดไทย ที่เหลือเป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดของกระทรวงคมนาคม และเจ้ากระทรวงคมนาคม เป็นสังกัดของพรรคการเมืองใด ชัดเจนอยู่แล้ว
“เมื่อเทียบกับตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่มีการรีบตั้งคณะกรรมการสอบสวน ยังถือว่าไวกว่ากรณีนี้ แต่กรณีนี้อ้อยอิ่ง คาดว่าน่าจะประชุมครั้งแรกในวันที่ 10 ต.ค. นี้ ถามว่าหลักฐานจะเหลืออะไร ผมทราบมาว่าในสถานีน่าจะกล้อง CCTV ติดอยู่ แต่ถามว่าวันนี้เราได้เห็นภาพจาก CCTV แล้วหรือไม่ ก็เพราะยังไม่เห็น เพราะเหตุใดทำไมจึงไม่เปิด นี่ถือเป็นความกังวล หากกระแสสังคมยังอยู่ที่การเปิดหรือไม่เปิดถนนเท่านั้น ไม่ได้โฟกัสเรื่องการตรวจสอบ สุดท้ายหลักฐานต่างๆ จะหายไปกับสายน้ำ และเราอาจจะไม่ได้เจอกับความจริงที่เป็นความจริง อาจจะเกิดมวยล้มได้ ผมมีความกังวลว่าคณะกรรมการการตรวจสอบชุดนี้จะมีการเมืองแทรกแซงได้ เนื่องจากมีภาคประชาชนน้อยมาก จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเรียกร้องให้เพิ่มสัดส่วนคณะกรรมการ เพราะยิ่งมากคน โอกาสในการล็อบบี้ก็จะย่อมเกิดได้ยากขึ้น” นายศุภณัฐ กล่าว.



