เมื่อวันที่ 10 ต.ค. ที่ห้องประชุมเฉลิมอากาศ โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังแถลงเจตนารมณ์ผู้บัญชาการทหารอากาศ ประจำปี 2569 ว่า เจตนารมณ์การดำเนินงานของ ทอ. ในรอบ 3 ปี เราจะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในสิ่งที่อดีต ผบ.ทอ. ได้ดำเนินการไว้ คือ การมุ่งสู่การเป็น ทอ. ที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะต้องดำเนินการทั้ง 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.ภาคภูมิใจในความเป็นชาติและมีเอกราชและความเป็นทหารอากาศ 2.การมีอาวุธยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย 3.มีความเป็นมืออาชีพของบุคลากร 4.มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ 5.ต้องสร้างบุคลากรในยุคต่อไปที่เป็น ทอ. ที่ดูแลห้วงอวกาศ ซึ่งตนจะทำให้คนในยุคต่อไปเก่งกว่าตน ที่สำคัญ ทอ. จะต้องดีขึ้นเพราะมีคนที่เก่งกว่าในรุ่นของตน 

ผู้สื่อข่าวถามว่าการคิดนอกกรอบประเพณี โดยการมีนักบินขับไล่หญิงและการให้เกียรติทุกเพศ พล.อ.อ.เสกสรร กล่าวว่า เรามีสุภาพสตรีครึ่งประเทศ เจตนารมณ์ของตนคือ การให้โอกาส ใช้มาตรฐานเดียวกัน โดยให้โอกาสกับคนที่มีความรู้ความสามารถและผู้ที่เก่งได้เข้ามาอยู่ในหน้าที่ที่สำคัญ แม้กระทั่งหน้าที่แนวหน้า และหลายหน้าที่ ทอ. ต้องการบุคลากรเหล่านี้ 

เมื่อถามว่าปัจจุบันเรามีความพร้อมเรื่องนักบินหญิงหรือไม่ พล.อ.อ.เสกสรร กล่าวว่า ปัจจุบันเรามีนักบินหญิง และปฏิบัติการภารกิจการบินกับภารกิจเครื่องบินลำเลียง และเป็นเครื่องบินที่มีภารกิจด้านการสนับสนุนเป็นหลัก ส่วนเครื่องบินขับไล่เป็นเครื่องบินที่มีความท้าทาย ตนหวังว่าเราไม่ควรปิดโอกาสให้กับสุภาพสตรีที่มีความรู้ความสามารถ แต่ขณะนี้ตนไม่สามารถให้ไทม์ไลน์ได้ แต่จะทำเมื่อพร้อมที่สุด 

เมื่อถามต่อว่าในการแถลงข่าวเจตนารมณ์ มีการกล่าวว่า นักบินยังคงมีความจำเป็นต่อ ทอ. แต่อุปกรณ์หรือโดรน ควรมีเพิ่มขึ้นหรือไม่ พล.อ.อ.เสกสรร กล่าวว่า เรามีเอกสารที่เป็นแนวคิดการดำเนินงานของ ระบบอากาศยานไร้คนขับ (ยูเอเอส) อยู่แล้ว ย้ำว่าเรามีแผนงานอยู่แล้ว ทั้งนี้ ตนขอย้ำว่าในหลายภารกิจเราสามารถทดแทนด้วยระบบผ่านแทนได้ เช่น การลาดตระเวน ตรวจการณ์ ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องมีนักบินที่บินเป็น 10 ชม. เพื่อลาดตระเวนตามแนวชายแดนเป็น 100 กิโลเมตร แต่เราใช้เทคโนโลยีทดแทนได้ นอกจากนี้ ภารกิจที่มีความเสี่ยงและภารกิจที่น่าเบื่อ และต้องปฏิบัตินาน ๆ รวมทั้งภารกิจที่อันตราย เช่น การตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามที่มีการต่อต้านสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่ ทอ. มุ่งไปสู่ขีดความสามารถที่ใช้ทดแทนระบบที่ใช้คนขับหรือระบบที่ใช้มนุษย์ควบคุมอยู่

พล.อ.อ.เสกสรร กล่าวอีกว่า ตนเห็นว่าความจำเป็นของระบบที่ใช้มนุษย์ยังคงมีความจำเป็น เนื่องจากเครื่องกล อย่างโดรนสามารถถูกแฮกและถูกบังคับได้ ที่สำคัญก็ต้องถูกสั่งการตามโปรแกรมที่ได้สั่งการไว้ แต่มนุษย์ถูกฝึกมาอย่างดี และถูกฝึกมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ซึ่งกว่าจะได้นักบิน 1 คน ที่พร้อมรบ ปฏิบัติภารกิจได้ ต้องมีการฝึกมากกว่า 5 ปี ก่อนจะเป็นหัวหน้าหมวด และต้องเป็นผู้ที่ไปปฏิบัติภารกิจจริงได้ ซึ่งบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้ที่ถูกฝึกให้มีวิจารณญาณที่ดี มีความคิดความสามารถ สามารถตกลงใจในภาวะที่มีความซับซ้อนได้ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเป็นความตายและจำเป็นต้องใช้ดุลพินิจของความเป็นมนุษย์ คุณธรรม และจริยธรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีในเทคโนโลยีโดรน

เมื่อถามอีกว่าจะมีการแก้สมุดปกขาวหรือไม่ จากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อรองรับภัยคุกคามใหม่ ดังนั้นจะมีการแก้ไขและปรับปรุงเยอะหรือไม่ พล.อ.อ.เสกสรร กล่าวว่า ฝ่ายเสนาธิการ จะไปทบทวน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะบทเรียนที่เกิดขึ้นมีมากมาย และเราต้องพิจารณาลำดับความเร่งด่วนและความสำคัญกันใหม่ 

ส่วนการป้องกันภัยทางอากาศ ระบบโดรนจะมีความพร้อม 100 เปอร์เซ็นต์ ในเรื่องการสั่งซื้อเพิ่มเติมในงบปี 2569 หรือไม่ หลังจากถอดบทเรียนภัยคุกคามจากประเทศเพื่อนบ้าน พล.อ.อ.เสกสรร กล่าวว่า อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาโดยศูนย์ต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ ซึ่งเป็นเรื่องที่กองทัพให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะโดรนขนาดเล็ก ที่เข้ามาเป็น 100 ลำ ต่อให้เรามีอาวุธที่ดีแค่ไหนก็ตาม เราก็ไม่สามารถทำลายได้ทั้งหมด แต่ต้องมีระบบที่ดีเพียงพอที่จะหยุดยั้งหรือลดความสูญเสียได้ 

พล.อ.อ.เสกสรร กล่าวอีกว่า แม้แต่ประเทศที่มีเทคโนโลยีทางทหารล้ำหน้าที่สุด ก็ยังเผชิญปัญหานี้อยู่ เช่น ในบางประเทศแถบตะวันออกกลาง ที่มีระบบป้องกันภัยทางอากาศทันสมัยมาก ใช้จรวดต่อต้านราคานัดละกว่า 100,000 เหรียญ แต่กลับต้องรับมือกับโดรนราคาลำละเพียง 10,000 เหรียญ ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้วถือเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมาก จึงเป็นบทเรียนที่ทุกเหล่าทัพเจอและต้องตระหนักรู้ ซึ่งเป้าหมายสำคัญของเรา หากเกิดการต่อต้านหรือการโจมตีในแบบดังกล่าวจะต้องมีการพัฒนาขีดความสามารถร่วมกัน ไม่ใช่เฉพาะขีดความสามารถใดความสามารถหนึ่ง ตนมั่นใจว่าหากมีการพัฒนาเราจะลดความเสี่ยงลงได้ ซึ่งศูนย์ดังกล่าว รับผิดชอบโดย ทอ.

เมื่อถามอีกว่า ทอ. จะเพิ่มขีดความสามารถในด้านเชิงรุกเหมือนกองทัพบก (ทบ.) หรือไม่ พล.อ.อ.เสกสรร กล่าวว่า ขีดความสามารถของ ทอ. เป็นขีดความสามารถเชิงรุกอยู่แล้ว แต่การปฏิบัติภารกิจ สิ่งที่ต้องคำนึงมีอยู่หลายระดับ โดยเฉพาะเรื่องยุทธศาสตร์และนโยบายรวมทั้งการสั่งการของรัฐบาล รวมไปถึงผู้บัญชาการในแต่ละระดับชั้น ซึ่งเรายึดพันธะกรณีกับกฎบัตรสหประชาชาติ การตอบโต้หรือการกระทำใด ๆ ก็ตาม จำเป็นต้องยึดถือหลักการเหล่านั้น เนื่องจากเราเป็นประเทศที่ยึดมั่นในความถูกต้อง เราไม่ทำร้ายใครก่อน แต่หากทำร้ายเรา เราจะตอบโต้ด้วยหลักการ ประกอบด้วย การตอบโต้โดยสัดส่วน การไม่ทำร้ายพลเรือน และที่สำคัญที่สุดคือ เป้าหมายสำคัญเหล่านั้นจะต้องลดความเป็นภัยคุกคามกับเรา

เมื่อถามอีกว่าการมีอาวุธเช่นนี้จะต้องเตรียมการเอาไว้หรือไม่ พล.อ.อ.เสกสรร กล่าวว่า มี เรามีเตรียมการเป็นงานด้านการข่าว ตนอยากให้ทุกคนมั่นใจว่า ทอ. และกองทัพไทย จะทำอย่างดีที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการรุกล้ำอธิปไตยและป้องกันเกียรติยศและศักดิ์ศรีที่บรรพบุรุษได้รักษาไว้กว่า 800 ปี ฉะนั้นเราสูญเสียไม่ได้