เมื่อวันที่ 12 ต.ค. นายนพดล อินนา ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิกบันทีกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างรัฐบาลไทยและกัมพูชา ฉบับปี 2543 และฉบับปี 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา กล่าวถึงความคืบหน้าในการศึกษาเอ็มโอยูระหว่างรัฐบาลไทยและกัมพูชา ฉบับปี 2543 และฉบับปี 2544 ว่า เมื่อวันที่ 9-10 ต.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการฯ ได้ลงพื้นที่ จ.ตราด ไปดูหลักหมุดของเขตไทย-กัมพูชาที่ 73 ซึ่งเป็นหลักหมุดสุดท้าย อยู่บนพื้นที่ No man land โดย กมธ.ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากจากนาวิกโยธิน กองทัพเรือ เช่น ข้อมูลว่ามีการละเมิดของฝั่งกัมพูชาที่ จ.จันทบุรีและตราดหลายครั้งมาก ฝ่ายไทยก็ประท้วงไปหลายครั้ง ในครั้งนี้ กมธ.ได้ไปสุดชายแดน ซึ่งได้รับรายงานว่าฝ่ายกัมพูชายังไม่อยากยอมรับหลักหมุดที่ 73 ของเรา และพยายามจะเลื่อนมาทางฝั่งไทย นอกจากนี้ หลักหมุดที่ 72 สูญหายไป ต้องใช้หลักหมุดชั่วคราวไป

“เราลงไป ฝ่ายกัมพูชาก็ถ่ายรูปเราไปพอสมควร เราเห็นการสร้างอาคารที่จะทำเป็นแนวดักตะกอน ยื่นออกไปในทะเลตรงนั้น ตรงสุดปลายเขตของไทยที่เชื่อมระหว่างกัมพูชากับตราด ทำให้มีการกัดเซาะพื้นที่ของประเทศไทย ผมเลยบอกว่าขอให้ทางทัพเรือลองเอาแผนที่ดาวเทียม แล้วเปรียบเทียบไปเรื่อยๆ จะได้รู้ว่าเมื่อเวลาผ่านไปมันเซาะเท่าไหร่ ตรงนี้เราจะได้เก็บมาเป็นข้อมูลทั้งหมด”นายนพดล กล่าว

นายนพดล กล่าวอีกว่า ถ้ากมธ.ไม่มา เราจะไม่รู้เลยว่ากัมพูชาละเมิดกี่ครั้ง สถานการณ์เป็นอย่างไร ตอนนี้ตนให้นำข้อมูลการละเมิดทั้งหมด รวมถึงหลังประท้วงได้แก้ไขหรือไม่ เข้าสู่ที่ประชุมแล้ว คงจะได้มีการถกเถียงกัน ส่วนที่มีการถกเถียงว่าควรยกเลิกเอ็มโอยูเหล่านี้หรือไม่นั้น ประชาชนยังขาดข้อมูลอยู่ โดยในปี ค.ศ.1909-1910 หลังจาก 3 ปีที่ไทยได้จันทบุรีและตราดคืนมาแล้ว ตอนนั้นก็มีการปักหลักไม้เกิดขึ้นตลอดแนวแล้ว หลังจากนั้น 10 ปี  ก็มีการปักหลักปูน ที่สำคัญ ในปี 2538 ช่วงที่นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ไปเจรจากับกัมพูชา แล้วตั้งคณะกรรมการจีบีซี และอาร์บีซี จากนั้นจึงเกิดคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ไทย-กัมพูชา ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดก่อนมีเอ็มโอยูฯ ฉบับปี 2543 และฉบับปี 2544 สำหรับตนมองว่าไม่ว่าจะมีเอ็มโอยูดังกล่าวหรือไม่ ก็ยังมีคณะกรรมการเหล่านี้ที่รองรับได้

“หลักหมุด 73 หลัก ที่ตกลงกันได้ 45 หลัก ถ้าทั้งสองฝ่ายจริงใจต่อกัน ผมคิดว่าการยกเลิกหรือไม่นั้น เขายอมรับอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมาจากพื้นฐานอะไร แต่นี่คือข้อเท็จจริงที่ทั้ง 2 ฝ่ายยอมรับอยู่แล้ว ถ้าทะเลาะกันมากๆ ถึงมีเอ็มโอยูอยู่ ถ้าเขาจะไม่ยอมรับขึ้นมา มันก็เป็นไปได้หมด ขึ้นอยู่กับการเคารพของแต่ละฝ่าย อันนี้สำคัญ” นายนพดล กล่าว

นายนพดล กล่าวต่อว่า ตนได้ประสานนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี มาให้ข้อมูลกับ กมธ. ในวันที่ 28 ต.ค.นี้ เพราะขณะที่เป็นนายกฯ เคยนำเรื่องเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการยกเลิกเอ็มโอยูฯ ปี 2544 แต่ยังไม่สำเร็จ

เมื่อถามว่านายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมรัฐบาลไม่ใช้กลไกสภา ในการยกเลิกเอ็มโอยูดังกล่าว แต่ใช้การทำประชามติ นายนพดล กล่าวว่า ขณะนี้ อย่างน้อยก็มี กมธ.ของ สว.อยู่แล้ว ซึ่งตนได้บอกกับคณะกรรมาธิการฯ ตั้งแต่วันแรกว่าเราจะไม่ยึดโยงกับเรื่องอื่น เราจะยึดผลประโยชน์ของชาติและแผ่นดินเป็นหลัก เป็นกลางจริงๆ เราอยากให้ข้อมูลกับประชาชน ศึกษาข้อดีข้อเสีย เราจะบอกและให้ข้อมูลเป็นระยะๆ ตนได้ประสานไปยังประธานวุฒิสภาแล้ว ว่าจะรายงานความคืบหน้า ไม่ประชุมลับ เปิดเผยได้ตลอด อยากให้ประชาชนได้เห็นด้วยว่าเป็นอย่างไร และจะทำอย่างไรต่อ