สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 13 ต.ค. ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ แถลงต่อที่ประชุมวาระพิเศษของรัฐสภาอิสราเอล หรือ คเนสเซ็ต มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 ถือว่า เลวร้ายที่สุด ในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล และย้ำว่า ตอนนี้สงครามสิ้นสุดแล้ว
.@POTUS to the Knesset: "The story of fierce Israeli resolve and triumph since October 7th should be proof to the entire world that those who seek to destroy this nation are doomed to bitter failure. The State of Israel is strong — and it will live and thrive forever." pic.twitter.com/WESzRo5Zg0
— Rapid Response 47 (@RapidResponse47) October 13, 2025
ทรัมป์กล่าวต่อไปว่า ข้อตกลงสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากสหรัฐไม่ได้โจมตีโรงงานนิวเคลียร์สามแห่งของอิหร่าน เมื่อเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งผู้นำสหรัฐกล่าวว่า “เป็นการกำจัดเมฆหมอกก้อนใหญ่ที่ปกคลุมตะวันออกกลางและอิสราเอล”
.@POTUS: "This is not only the End of a war—it is the END of an age of terror and death, and the BEGINNING of the age of faith, hope, and of God… This is the historic dawn of a new Middle East." pic.twitter.com/TKIO6tBSTw
— Rapid Response 47 (@RapidResponse47) October 13, 2025
ขณะเดียวกัน ทรัมป์กล่าวว่า “อิสราเอลได้รับชัยชนะตามที่ต้องการ ด้วยความสนับสนุนจากสหรัฐ” และตอนนี้ถือเป็นเวลาของ “สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองสำหรับภูมิภาคตะวันออกกลาง”
นอกจากนี้ ทรัมป์ยืนยันว่า “กลุ่มฮามาสจะปลดอาวุธ” อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขดังกล่าวซึ่งรวมอยู่ในแผนสันติภาพ 20 ข้อของผู้นำสหรัฐ ยังไม่ได้มีการเจรจากันในระยะที่หนึ่ง และจนถึงตอนนี้ กลุ่มฮามาสยังคงปฏิเสธเงื่อนไขนี้
ทรัมป์ยืนยันว่า สหรัฐอยู่เคียงข้างอิสราเอลมาตลอด นับตั้งแต่อีกฝ่ายสถาปนาประเทศ ทั้งสองฝ่ายผ่านเรื่องราวทั้งดีและร้ายมากมาย และจะอยู่เคียงข้างกันตลอดไป.
เครดิตภาพ : AFP



