เมื่อวิกฤติการณ์ “สแกมเมอร์กัมพูชา” ได้ทวีความรุนแรง จากปัญหาอาชญากรรมภายในกลายเป็นภัยคุกคามอาชญากรรมข้ามชาติ ที่บีบให้มหาอำนาจต้องเข้าแทรกแซง การตอบสนองของนานาชาติต่อการหลอกลวงและค้ามนุษย์ในกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดทางการทูต และปฏิบัติการทางการเงินที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่ในทางกลับกัน “ท่าทีรัฐบาลไทย” ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาและวิจารณ์อย่างหนัก ถึงความจริงจังในการรับมือภัยคุกคามในครั้งนี้
“เกาหลีใต้” ยกระดับตอบโต้ หลังคดีฆาตกรรมพลเมือง
เกาหลีใต้ ได้แสดงการตอบโต้อย่างแข็งกร้าวในระดับสูงสุดทางการทูตและปฏิบัติการ โดยมีจุดชนวนจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ คดีฆาตกรรมนักศึกษาชาวเกาหลีใต้วัย 22 ปี ที่ถูกทรมานจนเสียชีวิตในกัมพูชา เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

1.จุดยืนทางการเมืองและการทูต
– คำสั่งประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ได้สั่งการให้ทุกกระทรวงระดมทรัพยากรทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือพลเมืองที่ตกเป็นเหยื่อและถูกลักพาตัวให้ได้กลับบ้าน
– การประท้วง “ผิดปกติ” รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ได้เรียกเอกอัครราชทูตกัมพูชา เข้าพบเพื่อประท้วงและแสดงความกังวลอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นมาตรการที่สะท้อนถึงระดับความตึงเครียดที่สูงมาก
– มาตรการปฏิบัติการ เกาหลีใต้เรียกร้องให้จัดตั้ง “โต๊ะเจ้าหน้าที่เกาหลี” (Korean Desk) ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติกัมพูชา เพื่อดูแลคดีที่เกี่ยวข้องกับชาวเกาหลีโดยเฉพาะ เนื่องจากปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตที่กรุงพนมเปญเพียง 1 คน พร้อมผู้ช่วย 2 คนเท่านั้น นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ยกระดับคำเตือนการเดินทางไปยังเมืองเสี่ยง เช่น สีหนุวิลล์ และบาเวต อีกด้วย

2.วิกฤติที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเกาหลีใต้เป็นนักลงทุนรายใหญ่อันดับ 2 ในกัมพูชา ขณะที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ลดลงเกือบ 10% ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 สะท้อนว่าวิกฤติความปลอดภัยกำลังบั่นทอนความเชื่อมั่นทั้งด้านธุรกิจและการท่องเที่ยว
สหรัฐและสหราชอาณาจักร ปฏิบัติการทลายท่อน้ำเลี้ยงทางการเงิน
สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ไม่ได้ตอบโต้ผ่านการทูตแบบตรงไปตรงมา แต่เลือกใช้มาตรการทางกฎหมายและการเงิน เพื่อตัดขาดแหล่งทุนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
1.เป้าหมายสำคัญ “เฉิน จื้อ” และ Prince Holding Group
ปฏิบัติการนี้พุ่งเป้าไปที่ Prince Holding Group ของนายเฉิน จื้อ (Chen Zhi) นักธุรกิจผู้ถือหลายสัญชาติ ที่มีฉากหน้าเป็นกลุ่มบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่แท้จริงแล้วเป็นศูนย์บัญชาการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มีรายงานว่า เฉิน จื้อ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้นำระดับสูงของกัมพูชา ทำให้เครือข่ายนี้มีความซับซ้อนและมีอำนาจสูง

2.มาตรการตอบโต้ทางการเงินและการยึดทรัพย์
2.1 สหรัฐอเมริกา การยึด Bitcoin ครั้งประวัติศาสตร์
– การตั้งข้อหา กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ (DOJ) ได้ยื่นฟ้อง เฉิน จื้อ ในข้อหาสมคบคิดกันฉ้อโกงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์และสมคบคิดกันฟอกเงิน
– การยึดทรัพย์สิน DOJ ได้ยื่นฟ้องเพื่อริบทรัพย์สินทางแพ่งครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยการยึด Bitcoin จำนวนกว่า 127,271 BTC มูลค่าสูงถึง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5 แสนล้านบาท)
– การตัดออกจากระบบการเงิน สหรัฐใช้กฎหมาย USA PATRIOT Act ตัด Huione Group ซึ่งทำหน้าที่ฟอกเงินให้กับเครือข่ายสแกมเมอร์และเกาหลีเหนือ ออกจากระบบการเงินของสหรัฐ
2.2 สหราชอาณาจักร การอายัดทรัพย์สินและมาตรการคว่ำบาตรร่วม
– การอายัดทรัพย์ในลอนดอน ทางการ สหราชอาณาจักร ได้ประกาศ อายัดอสังหาริมทรัพย์ 19 แห่งในกรุงลอนดอน มูลค่ารวมกว่า 100 ล้านปอนด์ (ราว 4,347 ล้านบาท) ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายของ เฉิน จื้อ
– มาตรการคว่ำบาตรร่วม รัฐบาลสหราชอาณาจักรและสหรัฐ ได้ประกาศคว่ำบาตร Prince Group ในฐานะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมทั้งขึ้นบัญชีดำบุคคลที่เกี่ยวข้องกว่า 146 ราย
แคช พาเทล ผู้อำนวยการ FBI กล่าวว่า “วันนี้ FBI และพันธมิตรได้ปฏิบัติการทลายเครือข่ายการฉ้อโกงทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์”

ศูนย์สแกมเมอร์ เผยภาพจริงของการทรมานและค้ามนุษย์
รายงานจากองค์กรสิทธิมนุษยชนได้ตอกย้ำว่า กัมพูชา คือศูนย์กลางอุตสาหกรรมหลอกลวงระดับโลก โดยระบุตำแหน่งศูนย์หลอกลวงอย่างน้อย 53 แห่งทั่วประเทศ เหยื่อถูกล่อลวงด้วย โฆษณางานปลอม ก่อนจะถูกกักขังในสถานที่ที่เหมือนเรือนจำ ถูกยึดหนังสือเดินทาง และถูกบังคับใช้แรงงานในปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เช่น การหลอกให้รักแล้วชวนลงทุน (Pig Butchering)
เหยื่อที่ไม่สามารถทำผลงานตามเป้า จะเผชิญกับการลงโทษอันทารุณโหดร้าย เช่น การถอดเล็บ การตัดนิ้ว และมีการประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตจากการถูกทำร้ายเฉลี่ยวันละ 1 คน เหยื่อที่ “หมดประโยชน์” จะถูกขายต่อไปยังเครือข่ายค้าอวัยวะ โดยมีเมืองปอยเปตและบาเวต เป็น “สถานที่สุดท้าย”
นอกจากนี้ การปราบปรามยังทำให้เครือข่ายนี้ขยายตัวไปยัง เมียนมา โดยมีภาพถ่ายดาวเทียมในเดือนกันยายน 2568 ชี้ว่าศูนย์สแกมเมอร์ในเมืองเมียวดี ตรงข้ามชายแดนไทย กลับมาขยายตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมติดตั้งจาน Starlink บ่งชี้ถึงความยืดหยุ่นในการย้ายฐานปฏิบัติการ

ท่าทีรัฐบาลไทยกับความคลุมเครือที่ถูกสังคมตั้งคำถาม
ท่ามกลางการตอบสนองที่แข็งขันของนานาชาติ ท่าทีของรัฐบาลไทย กลับเต็มไปด้วยความคลุมเครือ ซึ่งสร้างคำถามอย่างหนักต่อความจริงจังในการปกป้องพลเมืองไทยและจัดการภัยคุกคามความมั่นคง
– คำตอบที่ไม่ชัดเจนของนายกฯ เมื่อถูกผู้สื่อข่าวสอบถามถึงท่าทีต่อกรณีที่เกาหลีใต้และสหรัฐ กดดันกัมพูชา นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียด และกล่าวเพียงว่า “เรามีคนรับผิดชอบอยู่แล้ว” ก่อนจะเดินออกจากวงสัมภาษณ์
– แรงกดดันจากฝ่ายค้าน นักการเมืองฝ่ายค้าน เช่น นายรังสิมันต์ โรม ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการอย่างจริงจังเหมือนนานาชาติ และตั้งคำถามถึงการหายไปของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในประเด็นนี้
– ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความคลุมเครือของไทยเริ่มส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย โดยสื่อเกาหลีมีการตั้งคำถามในหัวข้อ “กรุงเทพฯ ยังปลอดภัยอยู่ไหม” ซึ่งเชื่อมโยงความไม่ปลอดภัยในไทยเข้ากับปัญหาสแกมเมอร์บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา และความขัดแย้งไทย-กัมพูชา
การที่ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา” กลายเป็นวาระเร่งด่วนระดับโลกที่ต้องใช้อำนาจรัฐและกฎหมายระหว่างประเทศเข้าปราบปรามอย่างหนัก โดยเฉพาะการยึดทรัพย์ Bitcoin จำนวนมหาศาลจาก Prince Group ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการตัดแหล่งทุนอาชญากรรม ในทางตรงกันข้าม การที่ “รัฐบาลไทยแสดงท่าทีนิ่งเฉย หรือไม่ตอบสนองอย่างชัดเจน ได้สร้างความกังวลว่า ไทยอาจถูกมองว่าเป็นจุดที่อ่อนแอในการรับมือภัยคุกคามความมั่นคงในภูมิภาค” โดยเฉพาะเมื่อเครือข่ายอาชญากรรมกำลังขยายตัวเข้าใกล้ชายแดนไทย-เมียนมา..



