เมื่อวันที่ 15 ต.ค. ที่โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงการแก้ปัญหาเงินค้างชำระให้กับโรงพยาบาลที่ให้การรักษาดูแลผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ว่า เรื่องนี้ สปสช. ต้องลงไปดูก่อนว่าเราเป็นหนี้อยู่เท่าไหร่ ถ้าเป็นหนี้แปลว่ามีการบริการเกิดขึ้นแล้วเขามาเบิกกับเราและยังไม่ได้เงินคืน ขอให้เชื่อเถอะว่าราชการไม่มีวันที่จะไม่จ่ายเงินคืนตนให้คำยืนยัน เพราะมีการถามมาหลายครั้งว่าเป็นหนี้และจะจ่ายเมื่อไหร่ ยืนยันว่าต้องจ่ายแน่นอน แต่ที่ผ่านมาเท่าที่ตนได้ไปดูรายละเอียดมากขึ้น ส่วนหนึ่งคือเรื่องของกติกาบ้าง หรืออะไรบ้างที่คุยไม่ตรงกันเสียที เพราะมีเยอะถึง 79 ประการ คนใน สปสช. เองตนมั่นใจว่าก็ยังอ่านไม่จบ ดังนั้นก็ต้องมาดูตรงนี้
“แต่ผมให้คำมั่นและยืนยันกับทุกหน่วยบริการ ว่าถ้าให้บริการแล้วและมีการเรียกเก็บเข้ามา และ สปสช. มีภาระที่จะต้องจ่าย ผมยืนยันว่าเราต้องจ่าย ไม่มีอะไรที่จะไปบิดพลิ้ว แต่มันอาจจะมีระบบตรวจสอบที่เราอาจจะหงุดหงิดกันนิดหนึ่ง แต่ก็เป็นกติกาที่เราใช้เงินหลวง แต่ผมก็จะพยายาม ถึงอย่างไรก็ต้องเคลียร์ให้จบ และอยากให้จบในปีนี้ด้วยซ้ำไป ไม่อยากให้มีการข้ามปี เพราะฉะนั้นให้ความมั่นใจตรงนั้น ปัญหา ณ ปัจจุบันก็ต้องลงไปดูในรายละเอียดด้วย อะไรที่เราต้องเร่งเราก็เร่ง อันไหนที่งบไม่พอ เราก็ต้องยืนยันว่างบไม่พอ ถ้าทุกคนยังเชื่อมั่นในระบบ ก็ขอความกรุณาว่ายังคงให้บริการพี่น้องประชาชนไปก่อน ส่วนเรื่องนี้เรามั่นใจว่าถ้าตรวจสอบครบถ้วนแล้ว ก็ต้องจ่าย” นพ.จเด็จ กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีโรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไปถูก สปสช. เรียกเงินคืนกว่า 2,000 ล้านบาท ในสมัย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว เป็น รมว.สาธารณสุข มีการดำเนินการหรือแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร นพ.จเด็จ กล่าวว่า มีการดำเนินการ และอยู่ในกระบวนการกำลังเคลียร์ ซึ่งถ้าได้งบประมาณกลางที่กำลังขอเข้าไปนั้น ก็จะไม่มีการเรียกคืนใดๆ
เมื่อถามถึง ปัญหาการเรียกเงินคืนโดย สปสช. มีการมองว่าเป็นเพราะมีการปรับระเบียบ การจ่ายค่าบริการที่ลดลงและให้มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง รายละเอียดเรื่องนี้เป็นอย่างไร นพ.จเด็จ กล่าวว่า เราต้องไปดู เพราะเป็นข้อที่ถามมาเยอะ แต่โดยหลัก ไม่ควรมีการออกระเบียบมาแล้วมีผลกระทบย้อนหลัง แต่หากมีผลกระทบในทางบวกนั้นสามารถใช้ได้ นี่เป็นหลักกฎหมาย อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ตนจะลงไปดู ทั้งนี้โดยหลักงบประมาณประจำปีของ สปสช. ที่ลงมาจะเริ่มใช้วันที่ 1 ต.ค. แต่เมื่อปีที่แล้วตนเข้าใจว่ามีประกาศบางตัวที่รอรายละเอียด แล้วประกาศใช้ช้ากว่าวันที่ 1 ต.ค. แต่มีมติบอร์ด สปสช. ว่าให้ใช้ ต.ค. ดั้งนั้นจริงๆ ประกาศใหญ่มีผลไปแล้ว แค่ประกาศย่อยออกไปก่อน ดังนั้นเราต้องมาขันนอตในระบบเรา อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ตนขอตรวจสอบก่อน และขอให้บอกประเด็นเพื่อให้มีการตรวจสอบด้วย

เมื่อถามถึง รพ.มงกุฎวัฒนะ ที่ระบุว่าได้รับผลกระทบจากการออกระเบียบการจ่ายเงินค่ารักษาผู้ป่วยที่ให้มีผลย้อนหลัง นพ.จเด็จ กล่าวว่า เรื่องนี้ก็จะลงไปดู อย่าเพิ่งตอบโต้กันไปมาโดยไม่มีข้อเท็จจริง ตนก็ระมัดระวัง เราต้องฟังก่อน อย่าเพิ่งไปบอกว่าเราผิด เราถูก แต่ขอรู้ประเด็นก่อน เพราะบางครั้งเวลาที่พูดเร็วๆ เรายังไม่รู้เลยว่าเป็นปะกาศฉบับไหน ทั้งนี้หากทีมลงไปดูแล้ว ฟังแล้วยังไม่เข้าใจเดี๋ยวเลขาฯ สปสช. ก็จะลงไปดู และไม่ได้กดูมุมใดมุมหนึ่งเท่านั้น ทั้งนี้อยากขอให้ความมั่นใจ ถ้าคิดว่าเราอะไรที่เป็นปัญหาทำให้เกิดความเสียหายอย่างไรก็ขอให้แจ้งมา แล้วยังไม่บอกว่าเราทำทั้งหมดถูกต้อง ดีแล้ว ขอให้มีการพูดคุยกันก่อน อยากให้อย่างน้อย เลขาธิการฯ ยังเป็นที่พึ่งได้บ้าง ไม่ใช่บอกว่าเซย์โนเลย ทั้งนี้ ตนฟังแล้วเห็นว่ามีประเด็น เดี๋ยวจะเรียกทีมมาถาม หากมีอะไรที่เราต้องแก้ไขก็จะแก้ไข
เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างแรงว่า สปสช. ไม่มีงบเพียงพอกับสิทธิประโยชน์ที่ออกมา จึงออกระเบียบมาเพื่อชักดาบ รพ. เลขาฯ สปสช. กล่าวว่า อย่าเพิ่งไปสรุปอย่างนั้น ถือเป็นเรื่องราวที่ปรุงแต่งมา ทั้งนี้ก่อนออกสิทธิประโยชน์อะไรมา เราต้องมีงบประมาณรองรับ และติดตามผลการให้บริการ หลายตัวก็ไม่เข้าเป้า งานสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคก็ไม่เข้าเป้า วัณโรคก็ไม่เข้าเป้า การคัดกรองเด็กก็มี อย่างไรก็ตาม บางอย่างที่พิสูจน์ได้ว่ามีการให้บริการจริง ซึ่งเราเองก็ต้องยอมรับว่า บางครั้งมีการคำนวณไปข้างหน้า มันไม่สามารถบอกได้ว่า 100% แต่สุดท้ายผลเป็นอย่างไร คนได้ประโยชน์คือพี่น้องประชาชน ตามนโยบายที่กำหนดเราก็ต้องดำเนินการให้
“ยังไม่อยากให้พูดไป ในทำนองกระแหนะกระแหน ในทำนองว่าเราทำงานไม่มีมาตรฐาน แต่อยากให้รู้ว่าไม่มีใครทำนายอนาคตได้ 100% แต่อนาคตจะเป็นอย่างไรก็เอาข้อมูลมาดู มันมีความไม่ถูกต้องอย่างไร ก็อาจจะยังมีแนวทางที่เรายังดำเนินการได้ เช่น การของบกลางต่างๆ เราไม่ได้ปฏิเสธว่า ผลงานมันเกิด เราขอย้ำตรงนี้” นพ.จเด็จ กล่าว และว่า ส่วนผู้ป่วยบัตรทองที่จะได้รับผลกระทบจากการที่ รพ.มงกุฎวัฒนะ ยกเลิกการให้บริการชั่วคราวนั้น มอบ ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. ไปดูแล
ผู้สื่อข่าวถามว่า การค้างเงินโรงพยาบาลเกิดขึ้นทุกปีหรือไม่ นพ.จเด็จ กล่าวว่า อย่าลืมว่าในปี 67 นั้น มีเหตุการณ์ค่อนข้างพิเศษเกิดขึ้นในพื้นที่ กทม. ประมาณวันที่ 15 ก.พ. 2561 มีการรวมตัวกันของหน่วยบริการใน กทม. แต่งชุดดำมายื่นหนังสือที่กระทรวงสาธารณสุขในสมัย นพ.ชลน่าน ซึ่งตนเป็นผู้ไปรับหนังสือผู้ร้องขอให้เปลี่ยนกติกา จากเดิมจ่ายให้เท่าไหร่มาเป็นการจ่ายระบบใหม่ ที่จ่ายแบบเหมา จึงมีรอยต่อตรงนั้นที่ต้องเคลียร์บัญชีใน 5 เดือนแรก กับอีก 7 เดือนหลัง เข้าใจว่าในหน่วยที่เรารับผิดชอบทาง อปสข. ก็ยังเคลียร์กันอยู่ อาจจะทำให้เกิดความล่าช้า แต่ก็เพื่อความถูกต้อง ย้ำว่าเราไม่เคยเปลี่ยนระเบียบกลางปี แต่ครั้งนั้นครั้งเดียว ที่เราเปลี่ยนและวุ่นวายกับระบบมาก จึงต้องมีการเคลียร์กัน อันนี้ไม่ใช่ข้อแก้ตัว แต่เราต้องทำตามนโยบาย
นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ จะมีการฟ้อง 157 กับทาง สปสช. นั้น นนพ.จเด็จ กล่าวว่า ที่ผ่านมา สปสช. ก็โดนฟ้อง เท่าที่ทราบมีประมาณ 300 คดี แต่ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากให้มีการฟ้องร้อง


