ทันทีที่เกิดประเด็นความไม่เข้าใจในพื้นที่ชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในด้านความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่ต่างได้รับผลกระทบในระดับหนึ่ง
จนถึงขณะนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวดำเนินมาเป็นเวลากว่า 4 เดือนแล้ว
ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะด้านการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคมเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อแวดวงกีฬาในบางส่วนด้วย
โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยกำลังเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน มหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคมนี้
ประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจก็คือ ในการแข่งขัน ซีเกมส์ 2025 ครั้งนี้ ประเทศกัมพูชา จะเข้าร่วมส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันหรือไม่ และหากเข้าร่วม จะส่งนักกีฬามาจำนวนเท่าใด
ทั้งนี้ ข้อมูลอ้างอิงจากรายงานการสมัครส่งนักกีฬาแข่งขันล่าสุดนั้น พบว่า ในส่วนของกัมพูชา ที่หลายคนสนใจ จะส่งนักกีฬาลงแข่งรวมทั้งหมด 229 คน จาก 22 ชนิดกีฬา รวมเจ้าหน้าที่ด้วย ก็คาดว่าไม่เกิน 300 คน
ข้อมูลยังระบุด้วยว่า สิ่งที่ หัวหน้าคณะนักกีฬากัมพูชา ให้ความเป็นห่วงคือความปลอดภัยของนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ ขณะเดินทางมาแข่งขันที่ประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ “บิ๊กก้อง” ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ก็ได้ให้ความมั่นใจและยืนยันอย่างหนักแน่นว่ารัฐบาลไทย โดยฝ่ายจัดการแข่งขันฯ ได้เตรียมมาตรการรักษาความปลอดภัย ที่จะใช้รองรับศึกซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่มี 3 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร, จ.ชลบุรี และ จ.สงขลา ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ อย่างเต็มที่และดีที่สุดอย่างแน่นอน
ผู้ว่าการ กกท. ระบุว่า เรื่องความพร้อมด้านการรักษาความปลอดภัยคณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ เตรียมเจ้าหน้าที่คอยดูแลอยู่แล้ว โดยเฉพาะกับสถานการณ์ในตอนนี้ที่ต้องยอมรับว่าปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังคงอยู่ ในเบื้องต้นได้แยกชนิดกีฬา แยกแต่ละอีเวนต์ เพื่อพิจารณาว่ากีฬาชนิดใด สนามไหน จะต้องดูแลเป็นพิเศษ และวางมาตรการรักษาความปลอดภัยในระดับสูงสุดเอาไว้แล้ว
“เราได้กำชับฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ดูแลเรื่องนี้อย่างเข้มงวด โดยให้มีการจำกัดเส้นทางการเดินทางของนักกีฬา และต้องรายงานทุกครั้งหากมีการออกนอกเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปสนามซ้อม, สนามแข่งขัน หรือโรงแรมที่พัก สำหรับในบางชนิดกีฬาที่มีความละเอียดอ่อน อย่างกรณีที่นักกีฬาจากกัมพูชา เข้าร่วมแข่งขันอยู่ด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของทุกคน”
“มาตรการความปลอดภัยที่เราเตรียมเอาไว้นั้นถือว่าครบทุกมิติ และยืนยันว่าก่อนพิธีเปิดมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ในวันที่ 9 ธ.ค. นี้ ทุกอย่างจะพร้อมสมบูรณ์ที่สุดสำหรับการเตรียมรับมือทุกสถานการณ์” บิ๊กก้อง ย้ำ
ด้วยสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง ไทย กับ เขมร ย่อมทำให้คู่กรณีเกิดความวิตกและกังวลเรื่องของความปลอดภัย ที่จะเกิดขึ้นกับนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ของเขมร ที่จะเดินทางมาร่วมในครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่กระนั้นก็ดี เราในฐานะคนไทย ย่อมรู้และตระหนักดีกว่าการเป็นเจ้าบ้านที่ดี ต้อนรับขับสู้แขกผู้มาเยือนด้วยมิตรไมตรีนั้น มีความสำคัญต่อชื่อเเสียง หน้าตา ศักดิ์ศรี และเกียรติภูมิของประเทศ ที่จะขจรไกลไปทั่วโลกมากเพียงใด
ฉะนั้นมาตรการการรักษาความปลอดภัย ที่จะดำเนินการอย่างสูงสุด จึงไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจทำให้ประเทศไทย ที่ยอมรับของประชาคมโลก
ต้องขอใช้คำว่า “การเมืองคือการเมือง ไม่เกี่ยวข้องกับการกีฬา นักกีฬาไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทุกคนต้องแยกกันให้ออก” นั้น คือเรื่องจริงแท้แน่นอน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระวังก็คือ “มือที่สาม” ที่อาจจะฉกฉวยใช้เวทีซีเกมส์ 2025 เข้ามาสร้างสถานการณ์ ซึ่งนั่นจะทำให้ประเทศไทย เสียหายอย่างมาก
ซึ่งเรื่องนี้ “บิ๊กก้อง” มั่นใจเต็มที่ว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มข้นสูงสุด จะสามารถดูแลทัพนักกีฬากัมพูชา รวมทั้งชาติอื่น ๆ ได้อย่างดี และซีเกมส์ครั้งนี้จะสร้างรอยยิ้ม ความสุข และความประทับใจให้กับผู้มาเยือน “สยามเมืองยิ้ม” ระหว่าง 9-20 ธ.ค. นี้ ได้ดีแน่นอน



