ต้องเกาะติดอย่างต่อเนื่อง ในประเด็นการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) หลังจากที่ประชุมรัฐสภา ลงมติรับร่างแก้ไข รธน. เพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำ รธน.ใหม่ เพราะเป็นหนึ่งในเอ็มโอเอระหว่าง “พรรคประชาชน (ปชน.)” กับ “พรรคภูมิใจไทย (ภท.)” ซึ่งหลายคนเชื่อว่า ถ้าหากพรรคสีส้มไม่ยกมือหนุนให้ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี รับรองได้เลยว่า บรรดาสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เกินกว่า ร้อยชีวิต ไม่มีทางที่จะยกมือให้ความเห็นชอบร่างแก้ไข รธน. ฉบับพรรค ปชน. แน่ๆ ยิ่งเนื้อหามีความสุ่มเสี่ยงกับการขัดกับคำวินิจฉัยของศาล รธน. ที่ระบุว่า การจัดทำ รธน.ใหม่ “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่าง รธน.ได้โดยตรง” โดยเนื้อหาร่างพรรคสีส้ม กำหนดให้ที่มาของสภาร่าง รธน. (ส.ส.ร.) ประกอบด้วย 2 คณะ คณะผู้ร่างและคณะผู้แทน ส.ส.ร. แบ่งเป็น กมธ.ยกร่างฯ 35 คน และมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ส่งให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 35 คนตามสัดส่วน สส. สว.และพรรคการเมือง อีกส่วนจะเป็นสภาที่ปรึกษาการยกร่างฯ 100 คน ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน อีกทั้งไม่บัญญัติเรื่องการห้ามแก้หมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งเชื่อว่า ในช่วงโค้งสุดท้าย ต้องมีกลุ่มเห็นต่างกับพรรค ปชน. ปลุกให้สังคมออกมาต่อต้านร่างของพรรค ปชน.แน่ ๆ หากผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ไปถึงขั้นตอนกระบวนการทำประชามติ
ด้าน “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรค ปชน. ในฐานะผู้เสนอร่างแก้ไข รธน.มาตรา 256 เพิ่มเติมหมวด 15/1 ในนามพรรค ปชน. ซึ่งเป็นร่างหลักการพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ว่า การประชุม กมธ.วิสามัญแก้ไข รธน. นัดแรกจะมีขึ้นในวันที่ 20 ต.ค. เวลา 14.00 น. โดยพรรคจะเสนอชื่อ “นายณัฐวุฒิ บัวปทุม” สส.บัญชีรายชื่อ เป็นประธาน ถ้าเกิดมีพรรคอื่นเสนอเข้ามาด้วยก็ต้องลงมติ แต่เชื่อว่าไม่ได้เป็นอุปสรรคในการทำงาน สิ่งที่สำคัญกว่าตัวประธานคือ เนื้อหาสาระ เพราะมีหลายประเด็นที่ยังเห็นต่างกันอยู่ ดังนั้น จึงต้องหาข้อสรุปในประเด็นที่เห็นต่างให้เร็วที่สุด
“ไม่ว่ารัฐสภาจะเห็นชอบร่างแบบไหนออกมา ก็ต้องไปถามประชาชนในการทำประชามติ ถ้าหากร่างที่ทำมาไม่ตอบโจทย์ประชาชน ก็มีโอกาสไม่ผ่านประชามติ จึงอยากให้สมาชิกรัฐสภาตระหนักว่าควรมีร่างที่ประชาชนจะเห็นชอบด้วย” นายพริษฐ์ กล่าว
ส่วน “นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล” สส.อ่างทอง พรรค ภท. ในฐานะ กมธ.พิจารณาร่างแก้ไข รธน. ให้สัมภาษณ์ถึงการนัดประชุม กมธ.นัดแรก เพื่อเลือกบุคคลในตำแหน่งต่างๆ ว่า พรรค ภท. ไม่ติดใจที่ กมธ.จากพรรคการเมืองอื่น จะได้รับตำแหน่งประธาน กมธ. เพราะมองว่ามี กมธ.หลายคนที่มีความเหมาะสม ทั้ง นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. หรือนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรค พท. เพราะมีความรู้ความเข้าใจในข้อกฎหมาย นอกจากนั้นแล้วในกรณีที่การพิจารณาเนื้อหา ซึ่งใช้ร่างแก้ไข รธน.ฉบับที่พรรค ปชน.เสนอเป็นหลักในการพิจารณา ตนเห็นว่าหากได้ กมธ.จากพรรค ปชน. ทำหน้าที่อาจเข้าใจในเนื้อหาสาระได้ครอบคลุม
“หากร่างที่ กมธ.พิจารณาเนื้อหาหลัก เป็นฉบับที่พรรค ภท.เสนอ แน่นอนว่าเราต้องเสนอชื่อคนให้เป็นประธาน กมธ. เพราะพรรคก็มี รัฐมนตรี ภราดร ปริศนานันทกุล แต่ขณะนี้ไม่ใช่ร่างของพรรค ภท. จึงไม่ติดใจหากประธาน กมธ.จะเป็นสส.พรรคอื่น และสิ่งสำคัญจากนี้คือการรักษาบรรยากาศการทำงานร่วมกันใน กมธ.ดีกว่า” นายกรวีร์ กล่าว
เมื่อถามว่ากรณีของการไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 ที่สังคมยังกังวล กมธ.จะพิจารณาอย่างไร นายกรวีร์ กล่าวว่า ต้องคุยในชั้น กมธ. ซึ่งร่างของพรรค ภท.มีเขียนล็อกไว้ในเนื้อหาว่าไม่แก้ไข ดังนั้นต้องใช้เวที กมธ.พูดคุย ซึ่งเท่าที่ดูท่าทีของพรรคเพื่อไทยไม่ได้ขัดแย้งในประเด็นดังกล่าว
“พรรค ภท.มีจุดยืนชัดเจนว่าไม่แก้หมวด 1 หมวด 2 เพราะไม่อยากให้เห็นเงื่อนไขขัดแย้ง ที่อาจมีคนเห็นต่างอย่างรุนแรง ดังนั้นหากอยากเดินหน้าแก้ไข รธน.ได้จริง สิ่งที่เป็นเงื่อนไขขัดแย้ง หรือนำไปสู่ความล้มเหลวของการแก้ รธน. ก็ไม่อยากให้มี” นายกรวีร์ กล่าว
น่าสนใจท่าทีพรรค ภท. ที่พร้อมเปิดทางให้ตัวแทนพรรค พท. เป็นประธาน กมธ.วิสามัญแก้ไข รธน. เพื่อต้องการรักษาบรรยากาศการทำงานร่วมกันใน กมธ.ดีกว่า ซึ่งถ้า พท.พลิกมาออกเสียงในแนวทางเดียวกับพรรค ภท. เสียงจะเปลี่ยนไปในทันที
ส่วน “นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว” สส.น่าน พรรค พท.ในฐานะ กมธ.พิจารณาร่างแก้ไข รธน. ให้สัมภาษณ์ว่า พรรค พท. เตรียมเสนอชื่อนายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. ให้ดำรงตำแหน่งประธาน กมธ.แก้ รธน. เพราะเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญต่อการแก้ไข รธน. เพราะได้ทำงานมาต่อเนื่อง อย่างไรก็ดีการแต่งตั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับที่ประชุม กมธ. ในวันที่ 20 ต.ค. นี้ว่า จะเลือก กมธ.ดำรงตำแหน่งใดบ้าง เมื่อถามว่ากรอบเวลาทำงานที่จำกัด กับประเด็นที่ยังเห็นต่างกันมาก จะมีวิธีใดเพื่อหาข้อยุติให้ได้โดยเร็ว นพ.ชลน่าน กล่าวว่า การทำงานต้องยึดตามเสียงข้างมากของที่ประชุม แต่ในรายละเอียดที่เห็นต่าง หากต้องการทำงานให้รวดเร็ว อาจต้องใช้การหารือนอกรอบ เพื่อประหยัดเวลาของการทำงาน
โดยตัวเลขของ กมธ.จำนวน 43 คน ประกอบ ด้วยมาจากพรรคการเมือง และสว. แบ่งเป็น สส. 31 คน เป็น สส.ซีกรัฐบาล 9 คน ส่วนฝั่งฝ่ายค้าน 22 คน แบ่งเป็น พรรคประชาชน 9 คน พรรคเพื่อไทย 9 คน พรรคประชาธิปัตย์ 2 คน พรรคประชาชาติ 1 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 1 คน ขณะที่ “สว.” จำนวน 12 คนซึ่ง “สายสีน้ำเงิน” ได้ทั้งหมด 10 คน อีก 2 นั้น มาจากสายอิสระ ดังนั้นถ้าวัดจากสัดส่วนของพรรคการเมืองและสว. นั่นหมายความว่า พรรคฝ่ายค้านจะมีเสียงข้างมากคุมสภาใน กมธ.ได้ ถ้าหากไม่มีปัจจัยแทรกซ้อน แต่เนื่องจาก รธน. เกี่ยวข้องกับความเป็นไปของประเทศ เชื่อมโยงกับการใช้อำนาจรัฐ ย่อมต้องถูกติดตามทุกความเคลื่อนไหว ทุกเรื่องราวที่กลายเป็นทุกประเด็น
สำคัญที่สุดอย่าลืมในวาระที่ 3 ยังต้องอาศัยเสียงของ สว. 1 ใน 3 67 เสียง ซึ่งการให้ความเห็นชอบในวาระที่ 1 คงไม่ใช่หลักประกันว่า ในที่สุดจะผ่านไปได้อย่างราบรื่น
ส่วนความเคลื่อนไหวของวุฒิสภา มีรายงานว่า “นายมงคล สุระสัจจะ” ประธานวุฒิสภา ได้นัดประชุมวุฒิสภาวันที่ 20 ต.ค. โดยมีวาระสำคัญคือ การให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แทนตำแหน่งที่ว่าง จำนวน 2 คน คือ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายณรงค์ รักร้อย อดีตผู้ว่าราชการ จ.อุทัยธานี และอดีตผู้ว่าราชการ จ.สมุทรสาคร หลังจากที่กรรมาธิการสามัญเพื่อตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง ที่มี “พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร” สว. เป็นประธาน กมธ. ได้พิจารณาแล้วเสร็จ ในห้วงเวลาเพียง 30 วันจากเวลาทำงานที่กำหนดไว้ตามกรอบ คือภายใน 60 วัน ซึ่งจะครบกำหนดการทำงานในวันที่ 30 ต.ค. นี้
สำหรับบุคคลที่เสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง กกต. แทนตำแหน่งที่ว่างนั้น โดยแทน “นายอิทธิพร บุญประคอง” ประธานกกต. และ “นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์” กกต. ที่พ้นตำแหน่งตามวาระ ของมาตรา 15 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) กกต. พ.ศ.2560 ในวันที่ 12 ส.ค. 2568 สำหรับนายอนันต์ และนายณรงค์ นั้น สมัครเข้ารับการสรรหาเป็น กกต. ด้วยคุณสมบัติตามมาตรา 8 (1) (ก) รับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่ามาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ทั้งนี้มีข้อวิจารณ์ในแวดวงของ สว. ว่า ทั้ง 2 คนนั้นอาจมีสายสัมพันธ์ทางการเมือง ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายการเมืองสีน้ำเงินเพราะนายอนันต์ รับราชการในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มายาวนาน ขณะที่นายณรงค์นั้นสังกัดอยู่กระทรวงมหาดไทย และดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ ในพื้นที่อิทธิพลของพรรคการเมืองสีน้ำเงิน
ด้าน “น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ” สว.ให้สัมภาษณ์ว่า สว.เสียงข้างน้อยคงไม่สามารถโหวตทัดทานอะไรได้ เพราะ สว.เสียงข้างมากสามารถคุมเสียงได้เกิน 100 เสียงแล้ว แต่ผลโหวตที่ออกมาจะเป็นอย่างไรนั้นตนไม่ทราบ เพราะต้องขอไปอ่านรายงานการตรวจสอบประวัติในห้องประชุมก่อน ส่วนที่มีข้อวิจารณ์ว่าเป็นผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้วุฒิสภาเห็นชอบนั้นส่งตรงมาจากขั้วสีน้ำเงิน ตนมองว่าสื่อมวลชนและประชาชนสามารถพิจารณาได้
“สิ่งที่ผมติดใจ คือ การไม่เปิดเผย ไม่โปร่งใส การตรวจสอบประวัติเป็นความลับหมด ทุกอย่างไปว่ากันในห้องประชุมที่ปิดลับ ผมจึงอยากให้มีความโปร่งใส เพราะเป็นองค์กรอิสระที่ต้องเข้าไปทำหน้าที่ควบคุมและกำกับ อย่างไรก็ดีหลังจากที่ สว.โหวตแล้ว ต้องให้ประชาชนคอยเป็นผู้กำกับและตรวจสอบต่อไป” น.ต.วุฒิพงศ์ กล่าว
คงต้องรอดูที่ที่ประชุมวุฒิสภา จะให้ความเห็นชอบว่าที่ กกต. 2 ท่านหรือไม่ เพราะจะมีบทบาทสำคัญในการเข้ามาตัดสินในคดีฮั้ว สว. และจัดเลือกตั้งในปี 69.
“ทีมข่าวการเมือง”



