ด้วยพระปรีชาสามารถของในหลวงรัชกาลที่ 5 พระองค์ท่านสร้างสมดุลด้านภูมิรัฐศาสตร์ Geo-Politic โดยรักษาความเป็นกลางกับมหาอำนาจต่าง ๆ ที่ล้วนแก่งแย่งความเป็นใหญ่ในภูมิภาค แม้จะต้องยอมสละผืนแผ่นดินบางส่วน เพื่อรักษาเอกราชของชาติไทยไว้ ในยุคสมัยของพระองค์ท่าน ทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการศึกษา ยุคนั้น ความรู้ คือ อาวุธที่สำคัญ ที่คนไทยใช้ในการต่อสู้กับมหาอำนาจ เราเรียนรู้เพื่อ เข้าใจ และเท่าทัน ความคิดของชาวต่างชาติ มิได้เรียนรู้เพื่อเป็นชาวตะวันตก และ ความรู้ต่าง ๆ เหล่านั้นได้ใช้ในการเปลี่ยนแปลงพัฒนาประเทศครั้งใหญ่

การเปลี่ยนแปลงสำคัญที่สร้างรากฐานสู่ความยั่งยืน ได้แก่

      1.การเลิกทาส ถือเป็นการเปลี่ยน แปลงครั้งใหญ่ ในช่วงที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน และความเท่าเทียม ในหลายประเทศเกิดความขัดแย้ง และเหตุรุนแรงในช่วงเลิกทาส แต่ไทยเราเปลี่ยนผ่านด้วยความสงบ เป็นการวางรากฐานด้านสิทธิมนุษยชน และการพัฒนาทุนมนุษย์ ที่ก้าวหน้าตามมาตรฐานสากล

      2.การปฏิรูประบบราชการ การจัดตั้งกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เพื่อให้การบริการแก่ประชาชน ดูแลทุกข์สุขของราษฎร วางรากฐานแนวคิดด้านคุณภาพของการบริการประชาชน มากกว่าการปกครองด้วยอำนาจ หน่วยงานสำคัญ ๆ ของรัฐ และรัฐวิสาหกิจในวันนี้ ก่อกำเนิดจากการวางรากฐานระบบราชการในสมัย ร.5

      3.วางรากฐานการศึกษาไทย ให้ทัดเทียมนานาชาติ นอกจากการส่งเชื้อพระวงศ์ และเหล่าข้าราชการไทยไปศึกษาในต่างประเทศแล้ว ยังส่งเสริมให้นักศึกษาไทยมีโอกาสไปเรียนต่อเมืองนอก แล้ว
กลับมาพัฒนาประเทศ ทั้งมีการจัดตั้งโรงเรียนหลวง และสถานศึกษาต่าง ๆ ขยายโอกาสทางการศึกษา ต่อมาพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัย

      4.พัฒนาระบบสาธารณสุข ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสุขภาวะของคนไทย มีการจัดตั้งสถานพยาบาลประเภทต่าง ๆ โรงพยาบาลศิริราช ก็เป็นสถานพยาบาลต้นแบบในยุคนั้น ที่สำคัญได้มีการวางรากฐานระบบสุขาภิบาล มีการทำน้ำประปาสะอาดให้ประชาชนได้ดื่ม และใช้ในบ้านเป็นครั้งแรก สะอาด สะดวกสบายเทียบเท่านานาชาติ

      5.จัดโครงสร้างระบบคมนาคม เพื่อให้ผู้คนสามารถเดินทางไปมาหาสู่ และเป็นเส้นทางเชื่อมโยงการค้าขาย เป็นรากฐานเพื่อการขยายตัวของเศรษฐกิจใหม่ มีการวางผังเมือง และผังประเทศใหม่ เริ่มการตัดถนนหนทาง สร้างเส้นทางรถไฟ ทำท่าเรือกลไฟ ซึ่งหลายหน่วยงานได้กลายเป็นรัฐวิสาหกิจชั้นนำในปัจจุบัน

      6.วางเครือข่ายระบบติดต่อสื่อสาร ด้วยการริเริ่มการไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ วิทยุสื่อสาร ถือเป็นการพลิกโฉมการติดต่อของผู้คนผ่านเครือข่ายสื่อสมัยใหม่ในยุคนั้น

      7.สร้างโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภคที่สำคัญ ยุคนั้นโลกเราวัดกันด้วยระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า ประปา ชลประทาน การเดินทาง สื่อสารโทรคมนาคม และสาธารณสุข ซึ่งเมืองไทยเราก้าวหน้าไม่แพ้ใคร

      8.ปรับปรุงระบบการเงินการคลัง วางรากฐานการเก็บภาษีอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปเป็นงบประมาณพัฒนาประเทศ รวมถึงวางรากฐานในการเก็บออมเงินของข้าราชการ และประชาชน จนพัฒนาเป็นธนาคารในยุคต่อมา

      9.ส่งเสริมการเกษตรแนวใหม่ เมื่อมีการพัฒนาระบบชลประทาน แหล่งน้ำ ต่อยอดด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวเป็นเกษตรอุตสาหกรรม ส่งออกเพิ่มรายได้ จนไทยกลายเป็นแหล่งปลูกข้าวที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

      10.พัฒนากฎหมายต่าง ๆ ให้ทันโลก การปฏิรูปกฎหมาย และระบบศาลยุติธรรมให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

      11.สัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ ด้วยการเสด็จประพาสยุโรปทั้ง 2 ครั้ง ได้พัฒนามิตรไมตรี ความสัมพันธ์ ถ่วงดุลมหาอำนาจ จนไทยเรารักษาเอกราชไว้ได้ และเป็นการวางรากฐานระบบงานการต่างประเทศไว้จวบจนปัจจุบัน

      12.กำหนดความเป็นไทยยุคใหม่ในเวทีโลก คนไทยมีรากฐานทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ มีความเจริญก้าวหน้า มีความสัมพันธ์กับนานาชาติอย่างเท่าเทียม คนไทยเป็นคนใจดี เห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีความเป็นมิตรต่อผู้คนต่างชาติที่มาเยือน คนไทยรักความสงบ สันติภาพ มีความซื่อสัตย์สุจริต และรักความเป็นธรรม

นี่คือการวางรากฐานสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG ทั้ง 17 ข้อ ที่มาก่อนกาล ซึ่งคนไทยทุกยุคสมัยได้น้อมนำ ร่วมใจพัฒนาต่อยอดเรื่อยมาตลอด 115 ปี จากพระราชดำริ และพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย…พระปิยมหาราช.