เมื่อวันที่ 20 ต.ค. เวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า จากกรณีที่สัปดาห์นี้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา ที่ประเทศมาเลเซีย ในวันที่ 20-22 ต.ค.นี้ ซึ่งมีรมว.กลาโหมเข้าร่วม และมีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ไทย-กัมพูชา ที่จ.จันทบุรี ในวันที่ 21-22  ต.ค.นี้ นายกรัฐมนตรีได้รับทราบถึงความห่วงใยต่างๆ ของประชาชน อาทิ ข้อกังวลที่ว่าการประชุมเหล่านี้จะทำให้เกิดความสุ่มเสี่ยงอะไรที่จะทำให้ไทยต้องสละสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชา ฉบับปี 2543 และ ฉบับปี 2544 หรือไม่ รวมถึงกลไกเจบีซีและจีบีซียังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่ ดังนั้น รัฐบาลจึงขอสื่อสารกับประชาชนว่าทุกการประชุม ทั้งเจบีซี จีบีซี และการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (อาร์บีซี) เป็นเรื่องที่เกิดจากการพูดคุยวางแผนอย่างมีกลยุทธ์ ระหว่างรัฐบาล ฝ่ายความมั่นคง และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน

นายสิริพงศ์ กล่าวยืนยันว่า การประชุมเจบีซีไม่ทำให้เสียดินแดน และยังไม่ใช่ข้อสรุป ส่วนพื้นที่ใดที่ 2 ฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้ ก็ต้องมีการพูดคุยกันต่อไป ขณะที่การยกเลิกหรือไม่ยกเลิกเอ็มโอยูปี 2543 และ 2544 นั้น เป็นเรื่องของอนาคต แต่ในปัจจุบันเรายังมีกลไกที่ใช้แสวงหาความร่วมมือได้อยู่และเป็นคนละเรื่องกัน และการประชุมครั้งนี้เป็นการกำหนดกรอบให้ชัดเจน เพื่อให้เห็นผลการขับเคลื่อน เพราะเราหวังว่าสถานการณ์เหล่านี้จะคลี่คลายโดยเร็วที่สุด

ด้านนายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า  คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ไทย-กัมพูชา จะมีการประชุมสมัยวิสามัญ ที่จ.จันทบุรี ในวันที่ 21-22  ต.ค.นี้ ซึ่งคณะเจบีซี ฝ่ายไทย นำโดยนายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย อดีตเอกอัครราชทูต ขณะที่ฝ่ายกัมพูชามีนายฬำ เจีย รัฐมนตรีรับผิดชอบกิจการชายแดนและหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการกิจการชายแดนแห่งชาติกัมพูชา ในฐานะประธานคณะเจบีซีฯ ฝ่ายกัมพูชา สำหรับการประชุมเจบีซีครั้งนี้ จะเน้นเฉพาะเรื่องเขตแดน ซึ่งมีทั้งเรื่องที่ต่อเนื่องจากการประชุมเจบีซี ครั้งที่ 6 ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 14-15 มิ.ย.2568 และมีหัวข้อที่ได้รับมอบหมายจากการประชุมจีบีซี ครั้งที่ 1 สมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 10 ก.ย.2568 คือ กรณีพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งรวมถึงเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น การสร้างรั้ว เป็นต้น

นายเบญจมินทร์ กล่าวอีกว่า นอกจากเรื่องของพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้วแล้ว ที่ประชุมเจบีซีฯ จะหารือถึงการเร่งรัดการแก้ไขแผนแม่บทว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อปี 2546 หรือทีโออาร์ ปี 2003 เพื่อนำเทคโนโลยี LiDAR (Light Detection And Ranging System) มาใช้ในการทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ การเสนอพื้นที่เร่งด่วนในการกำหนดเขตแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ที่ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นตรงกันแล้ว และจะมีการนำผลประชุมเจบีซี ไปแจ้งต่อคณะจีบีซีซึ่งอยู่ระหว่างการประชุมที่มาเลเซีย ในวันนี้ (20 ต.ค.)  ทั้งนี้ การทำงานและการกำหนดประเด็นในการหารือเวทีเจบีซีนั้น ต้องให้มีความสอดคล้องกับการประชุมจีบีซี และเวทีอาร์บีซี ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยสามารถผลักดันผลประโยชน์ของชาติได้อย่างเป็นเอกภาพ ระหว่างฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายต่างประเทศ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย

“ขอย้ำว่าการประชุมครั้งนี้เป็นหนึ่งในกลไกทวิภาคีที่ไทยต้องการดึงกัมพูชากลับสู่โต๊ะเจรจา เพื่อแก้ปัญหาโดยสันติวิธี และจะเป็นการตอกย้ำต่อประชาคมระหว่างประเทศว่า การแก้ปัญหาเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น ไทยมีความชอบธรรม และการกระทำดังกล่าว เราได้ดำเนินการผ่านทางกลไกระดับทวิภาคีที่มีอยู่”นายเบญจมินทร์ กล่าว

ด้าน พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการจีบีซี เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2568 ที่จ.เกาะกง ประเทศกัมพูชา ฝ่ายไทยและกัมพูชาเห็นชอบและลงนามร่วมกัน 4 เรื่อง คือ 1.การถอนกำลังและอาวุธหนักออกจากแนวชายแดน 2.การเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกัน 3.การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และสแกมเมอร์ และ 4.การจัดระเบียบและฟื้นฟูพื้นที่บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้วให้กลับสู่ความสงบโดยเร็ว จากนั้นได้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อดำเนินการตามข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งได้เริ่มขับเคลื่อนบางเรื่องแล้ว อาทิ การปราบปรามสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งฝ่ายไทยมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติไปเจรจาและตั้งคณะทำงานร่วมกับกัมพูชา อีกทั้งยังได้ส่งข้อมูลรายชื่อแก๊งสแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์ต่างๆ จำนวน 60 แห่ง ไปให้รัฐบาลกัมพูชาดำเนินการจัดการ

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวอีกว่า ส่วนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการถอนกำลังอาวุธจากพื้นที่ชายแดน แม้มีความคืบหน้าบ้าง แต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับฝ่ายไทย จึงต้องมีการผลักดันให้กัมพูชาแสดงความจริงใจในการดำเนินการอย่างจริงจัง จึงเป็นที่มาของการประชุมจีบีซี ซึ่งรมว.กลาโหมของทั้ง 2 ประเทศจะเข้าร่วม ในวันที่ 23 ต.ค.2568 โดยมีประเทศมาเลเซียและสหรัฐอเมริกาเป็นสักขีพยานด้วย สำหรับเวทีนี้จะหารือถึงการกำหนดให้ฝ่ายกัมพูชามีแผนการปฏิบัติร่วมกับฝ่ายไทยอย่างชัดเจนในเรื่องการถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการปราบปรามสแกมเมอร์ สำหรับการประชุมเจบีซีที่จ.จันทบุรีนั้น จะเน้นการหารือเรื่องการฟื้นฟูและคืนสภาพความสงบเรียบร้อยในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้วเป็นหลัก