เมื่อพูดถึงชื่อของ “กัน จอมพลัง” หรือ นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ คือบุคคลที่เคยได้รับคำชื่นชมในฐานะ “ฮีโร่” ผู้ช่วยเหลือสังคมและประชาชนที่เดือดร้อน ทว่าชื่อเสียงนี้กลับต้องเผชิญกับมรสุมดราม่าครั้งใหญ่ เมื่อเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใสในการดำเนินงานของ “มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้” และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับนักการเมืองชื่อดัง!

เมื่อ สส. “รักชนก ศรีนอก” เปิดประเด็นตรวจสอบ

ชนวนของเรื่องราวเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 ตุลาคม 2568 เมื่อ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาถึงความเหมาะสมในการดำเนินงานของ กัน จอมพลัง โดยมีประเด็นหลักคือ..
-ความเชื่อมโยงทางการเมืองและสัญญารัฐ
น.ส.รักชนก อ้างอิงรายงานที่ระบุว่า บริษัทของ กัน จอมพลัง เคยได้รับงานแบบเฉพาะเจาะจงหลายสัญญาจาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กรมประมง ซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวของเขาที่ยืนยันว่าไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง
-การใช้ทรัพยากรของรัฐ
มีการตั้งข้อสังเกตถึงการใช้ทรัพยากรของรัฐ อาทิ เฮลิคอปเตอร์ของกระทรวงเกษตรฯ ในการดำเนินกิจกรรมสาธารณะ
-อิทธิพลต่อเจ้าหน้าที่รัฐ
การเป็นบุคคลสาธารณะ อาจทำให้คดีบางคดีดำเนินการได้เร็วขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็อาจสร้างแรงกดดันต่อเจ้าหน้าที่ได้ หากเกิดความขัดแย้ง
-คำถามถึงความสัมพันธ์กับ “ธรรมนัส”
สส.รักชนก ยังได้ตั้งคำถามโดยตรงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า โดยระบุว่า “ทำไมคุณกันถึงไม่พูดความจริง สนิทก็บอกสนิท”
-“รักชนก” จี้ตรวจสอบ “กัน จอมพลัง” พูดไม่ยุ่งการเมือง แต่ได้งานรัฐ-ใช้ทรัพยากรกระทรวงเกษตรฯเพียบ

จากมูลนิธิฯ โยงทรัพย์สินสู่ “มูลนิธิธรรมนัส”

เรื่องราวของ “กัน จอมพลัง” ได้ทวีความเดือดร้อนแรงมากขึ้น เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโครงสร้างและการจดทะเบียนของ “มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้” ไม่ว่าจะเป็น..
-การโอนทรัพย์สิน
ข้อบังคับของมูลนิธิฯ ข้อ 39 ระบุชัดเจนว่า ถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไป ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลืออยู่ ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่ “มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า”
-สถานะในมูลนิธิ
ไม่ปรากฏชื่อของ “กัน จอมพลัง” ในรายชื่อกรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิฯ แม้จะเป็นผู้ก่อตั้งและคิดชื่อเองก็ตาม
-การรับรู้ของผู้บริจาค
“บอสณวัฒน์” ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ตั้งคำถามว่า ผู้บริจาคจำนวนมากเข้าใจว่าบริจาคให้กับมูลนิธิของ กัน จอมพลัง โดยตรง แต่ความจริงคือมูลนิธิเป็นของบุคคลอื่น ซึ่งควรมีการแจ้งให้ทราบ

อย่างไรก็ตาม “กัน จอมพลัง” ได้ชี้แจงว่า ตนเองดำรงตำแหน่งเพียง ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ โดยมีทีมบริหารมืออาชีพเข้ามาช่วย เพื่อให้องค์กรขับเคลื่อนด้วย “ระบบ” และสามารถดำเนินงานต่อไปได้อย่างยั่งยืน แม้ในวันที่ตนเองไม่ได้อยู่แล้วก็ตาม

แรงกดดันจากคนดังถึงสิ่งที่สังคมตั้งข้อสงสัย

ประเด็นเรื่องความโปร่งใสของการบริหารจัดการเงินบริจาคของ “มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้” กลายเป็นประเด็นที่สังคมออกมาตั้งคำถามถึงความโปร่งใสอย่างร้อนแรง อาทิ..
“หนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย” เปิดเผยว่าตนได้บริจาคเงินช่วยเหลือไปแล้วรวม 1.5 ล้านบาท (ทั้งก่อนและหลังตั้งมูลนิธิ) โดยยืนยันว่าไม่เคยทวงถาม แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน เรียกร้องให้ กัน จอมพลัง ชี้แจงรายละเอียดการใช้จ่ายเงินทั้งหมดในเวทีกลาง หรือ การตั้งโต๊ะแถลงข่าว เพื่อความโปร่งใสต่อสาธารณชน พร้อมเน้นย้ำว่า “การเป็นคนดีเป็นเรื่องที่ดี การทำความดีเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้”
-“หนุ่ม กรรชัย”เปิดใจยอมรับโอนเงินให้ “กัน จอมพลัง” รวม 1.5 ล้าน ขอให้ออกมาชี้แจงให้โปร่งใส

“ณวัฒน์ อิสรไกรศีล” เปิดเผยว่าได้บริจาคเงิน 50,000 บาท โดยเข้าใจผิดว่าเป็นมูลนิธิที่ กัน จอมพลัง เป็นเจ้าของโดยตรง และแสดงความไม่พอใจต่อการเปิดเผยข้อเท็จจริงเรื่องการโอนทรัพย์สิน

ด้าน “กัน จอมพลัง” ได้ออกมายืนยันว่า เงินทุกบาททุกสตางค์มีเอกสารยืนยันต่อกรมสรรพากร ถูกนำไปใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ และมีการรวบรวมเอกสารการใช้จ่ายกว่า 7,000 แผ่น/เดือน เพื่อชี้แจงต่อผู้สนับสนุน โดยย้ำว่า “นี่ไม่ใช่เงินส่วนตัวผม เป็นเงินของ FC ที่รักผม ผมชัดเจน ไม่มีเลอะเทอะ”

มุมมองและบทวิเคราะห์จากคนดัง

“ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” นักการเมืองชื่อดัง มองว่าวิวาทะนี้เป็นผลจากโครงสร้างสังคมไทยที่บิดเบี้ยวจนคนต้องพึ่งพา “ฮีโร่” แทนหน่วยงานรัฐที่พึ่งพาไม่ได้ เขากล่าวชื่นชม น.ส.รักชนก ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบได้อย่างถูกต้องและ “สอบผ่าน” พร้อมทั้งเตือน “กัน จอมพลัง” ว่าเมื่ออาสามาทำงานสาธารณะ ก็ต้องยอมรับการตรวจสอบ อย่าได้น้อยใจ และเตือนให้ระวัง “ตกม้าตาย”
-‘ชูวิทย์’ โพสต์เฟซฯห่วง ‘กัน จอมพลัง’ หวั่น ‘ฮีโร่’ ตกม้าตาย ชม ‘ไอซ์’ สอบผ่านทำหน้าที่สส.

ด้าน “ทนายเกิดผล แก้วเกิด” ให้ความเห็นในเชิงกฎหมาย โดยระบุว่า หัวใจสำคัญของความผิดฐาน “ฉ้อโกง” คือ “เจตนาทุจริต” หาก กัน จอมพลัง ไม่ได้มีเจตนาโกงมาตั้งแต่ต้น การปิดบังชื่อกรรมการก็ยังไม่ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย

ในขณะที่ทางด้าน “ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์” ประธานเครือข่ายทนายคลายทุกข์ มองว่า การที่เขาไม่ใช้ชื่อตัวเองเป็นกรรมการมูลนิธิ เพื่อไม่ต้องรับผิดชอบในการทำธุรกรรมการเบิกถอนเงิน เหมือนเป็นการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางกฎหมาย ซึ่งเข้าข่ายลักษณะมูลนิธิม้า” พร้อมเรียกร้องให้ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะนายทะเบียนมูลนิธิ ใช้อำนาจเรียกคณะกรรมการทั้ง 3 คนของมูลนิธิ เข้ามาให้ข้อมูลและชี้แจงโดยด่วน

สิ่งที่สังคมต้องติดตาม

ข้อถกเถียงนี้เปิดประเด็นสำคัญ ตั้งแต่บทบาทของบุคคลสาธารณะในการช่วยเหลือสังคม ไปจนถึงความโปร่งใสในการจัดการเงินบริจาคและสายสัมพันธ์กับอำนาจรัฐ ไล่เรียงตั้งแต่ “ความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” และเหตุผลเบื้องหลังการระบุชื่อ มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นผู้รับทรัพย์สินทั้งหมด หากมีการเลิกล้มมูลนิธิฯ “การเปิดเผยข้อมูลทางการเงินอย่างละเอียด” เพื่อพิสูจน์ความโปร่งใสต่อไป..