หลายคนเริ่มจับตามองไปที่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) หลังสถานการณ์การเมืองเริ่มมีความไม่แน่นอน เพราะพรรคประชาชน (ปชน.) เพิ่มแรงกดดันรัฐบาล เรื่องการจัดการกับขบวนการสแกมเมอร์มากขึ้นเรื่อยๆ โดยระบุว่า หากจับสัญญาณเห็นท่าทีรัฐบาลไม่เอาจริงจังกับการตรวจสอบการกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งหลายประเทศพยายามกดดัน “กัมพูชา” อาจยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล หวังนำข้อมูลมาตีแผ่ให้สังคมรับทราบ ซึ่งเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง

อย่าลืมรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นแกนนำ ได้กระแสปมการแสดงความเป็นชาตินิยม หลังไทยมีปัญหากับกัมพูชา โดยปล่อยให้กองทัพมีอำนาจจัดการเด็ดขาด ส่วนพรรคสีส้มเสียเครดิตในช่วงแรก เพราะสมาชิกพรรคหลายคนออกมาวิจารณ์บทบาทของทหาร จนถูกทัวร์ลง แม้กระทั่งคำพูดของ “นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กับประโยคที่ว่า “มีทหารไว้ทำไม” ก็ถูกขุดออกมาโจมตี ซึ่งอาจมีผลต่อการหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า

ดังนั้นเมื่อเกิดกระแสเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่บรรดาสมาชิกพรรค ปชน. จะโหมออกมาเรียกร้องรัฐบาลให้ออกมาจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อนำประเด็นนี้ไปหาเสียงในการเลือกตั้ง หวังกลบกระแสชาตินิยม ยิ่งในพื้นที่ภาคอีสาน หลังจากปรากฏคลิปเสียงระหว่าง “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี กับ “สมเด็จฮุน เซน” ประธานวุฒิสภากัมพูชา หลายคนเชื่อว่า พรรคเพื่อไทย (พท.) ไม่ใช่เจ้าของพื้นที่ภาคอีสานอีกต่อไปแล้ว บรรดา สส.หลายคนของพรรคสีแดงโดดหนีไปซบพรรค ภท. และยังมีข่าวสมาชิกพรรคเตรียมขยับไปหาแหล่งพักพิงทางการเมืองใหม่ เพื่อโอกาสได้เป็น สส. ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าพรรค ปชน. หวังได้ สส. และคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ในพื้นที่อีสาน รวมทั้งจังหวัดติดกับประเทศกัมพูชา โดยชูนโยบายการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจัง เพราะ “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. ตั้งเป้าหมาย สส. ในการเลือกตั้งครั้งหน้าอยู่ที่ 250 เสียง อีกทั้งคู่ต่อกรทางการเมืองของพรรคสีส้ม วันนี้ไม่ใช่พรรค พท. แต่เป็น ภท. ดังนั้นอะไรก็ตามที่เป็นการดิสเครดิตฝ่ายตรงข้ามได้ พรรคที่หวังในชัยชนะการเลือกตั้ง ก็คงต้องทำ

คงต้องวัดใจพรรค ปชน. จะตัดสินใจใช้กลไกตรวจสอบฝ่ายบริหาร ถึงขั้นยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ เพราะตาม รธน. หากยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอนุทิน ไม่สามารถยุบสภาได้ ซึ่งในที่สุดหากถึงขั้นลงมติ นั่นหมายความว่ารัฐบาลก็ต้องล้มไป เข้าสู่กระบวนการหาหัวหน้ารัฐบาลคนใหม่ หรือนี่เป็นเหตุผล ที่ทำให้หัวหน้ารัฐบาลส่งสัญญาณอาจยุบสภา ก่อนวันที่ 31 ม.ค. 69 หลังยืนยันพร้อมเลือกตั้ง อะไรก็เกิดขึ้นได้ นอกจากนี้กระบวนการแก้ไข รธน. ก็อาจไปต่อไม่ได้

ส่วนความคืบหน้าในการแก้ไข รธน. เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 68 มีการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่าง รธน. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 156 มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 โดยที่ประชุมเสียงข้างมากเลือก “นายณัฐวุฒิ บัวประทุม” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ให้ทำหน้าที่ประธานคณะกมธ.

ด้าน “น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์” ในฐานะโฆษก กมธ. แถลงว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณากรอบการประชุมว่าช้าที่สุดจะไปถึงวันไหน และกำหนดวันประชุม เนื่องจากเรามีข้อจำกัดเรื่องเป้าหมายที่อยากทำให้เสร็จในสมัยประชุมนี้ ทำให้เวลาค่อนข้างจำกัด ที่ประชุมได้มีข้อสรุปให้มีการตั้งคณะทำงาน ซึ่งจะมีทั้ง สส. สว. และกฤษฎีกา รวมทั้งผู้เสนอทั้ง 3 ร่างเข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อให้ได้ข้อสรุปในประเด็นที่มีข้อสงสัย หรือประเด็นที่สังคมตั้งคำถาม เป็นการทำงานร่วมกัน เพื่อให้การประชุมรวดเร็วขึ้นก่อนที่จะเสนอ กมธ.ชุดใหญ่

ด้าน “นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร” สว. ในฐานะโฆษก กมธ. กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่อาจจะเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาเฉพาะวาระ 2 เพราะหากรอเปิดสมัยประชุมในวันที่ 12 ธ.ค. อาจจะไม่ทัน ดังนั้นเมื่อเปิดสมัยประชุมแล้วก็จะพิจารณาเฉพาะวาระ 3 อย่างเดียว

สำหรับโมเดลร่างของพรรค ปชน. ที่รัฐสภารับหลักการ เสนอให้มีคณะ กมธ. ยกร่าง รธน. 35 คน มาจากการเลือกตั้งเบื้องต้นของประชาชนทั่วประเทศ 70 คน แล้วให้รัฐสภาคัดเหลือ 35 คน พร้อมตั้ง “สภาที่ปรึกษา” อีก 100 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพื่อรับฟังความคิดเห็น และเสนอแนะต่อคณะ กมธ. แม้สภาที่ปรึกษาจะไม่มีอำนาจร่างโดยตรง แต่ก็เป็นกลไกที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีเสียงอย่างแท้จริง โดยมีข้อสังเกต และความเสี่ยงว่าจะขัดคำวินิจฉัยของศาล รธน. เพราะมีกระบวนการเลือกตั้งโดยตรงในเบื้องต้น รวมถึงยังเปิดกว้างให้สามารถแก้ไขได้ทั้งฉบับ ไม่ล็อกหมวด 1 และหมวด 2

ขณะที่ร่างของ “พรรคภท.” เสนอแนวทางตรงข้าม โดยยึดหลักการเลือกตั้งทางอ้อม ไม่ผูกโยงกับประชาชนโดยตรง กำหนดให้มี ส.ส.ร. 99 คน มาจากการคัดเลือกของรัฐสภา แบ่งเป็น ส.ส.ร.จังหวัด 77 คน จากรายชื่อที่คณะกรรมการการเลือกตั้งรับรอง และ ส.ส.ร.ผู้ทรงคุณวุฒิอีก 22 คน จากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ หรือผู้มีประสบการณ์บริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งถูกวิจารณ์ให้ความสำคัญแนวคิดผู้เชี่ยวชาญ มากกว่าข้อเสนอจากประชาชน อีกทั้งขั้นตอนสรรหาด้วยรัฐสภา อาจถูกมองใช้เสียงข้างมากบล็อกโหวต กลายเป็น ส.ส.ร.สายสีน้ำเงิน

และถ้าไปดูสัดส่วน กมธ. ยกร่าง รธน. ฝ่ายที่ต้องการให้แก้ รธน.มี 21 คน ประกอบด้วย สว. 2 คน พรรคประชาชน 9 คน พรรคเพื่อไทย 9 คน พรรคประชาชาติ 1 คน  ส่วนอีกฝ่ายไม่ได้มุ่งมั่นให้แก้ไขอย่างชัดเจน 22 คน ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 4 คน พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 คน พรรคกล้าธรรม 2 คน พรรคประชาธิปัตย์ 2 คน พรรคพลังประชารัฐ 1 คน พรรคชาติพัฒนา 1 คน และ สว.สายสีน้ำเงิน 10 คน

คงต้องรอดูในท้ายที่สุด บทสรุปของ กมธ.พิจารณาร่าง รธน. จะจบลงอย่างไร ข้อเสนอจะทำให้ทุกฝ่ายพอใจหรือไม่ โดยมี สว.สีน้ำเงินเป็นตัวแปรสำคัญ.

“ทีมข่าวการเมือง”