เป็นวินาทีบีบหัวใจสุดๆ สำหรับ “พลอย เฌอมาลย์” นางเอกสาวชื่อดัง หลังจากที่ได้เปิดเผยเรื่องราวที่ทำเอาแฟนๆ ช็อกไปตามๆ กัน เนื่องจากตรวจพบมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 ลามไปต่อมน้ำเหลือง ต้องต่อสู้กับการผ่าตัด ฉายแสง และเผชิญกับภาวะจิตตกหนัก จนน้ำหนักลดฮวบ 13 กิโลกรัม ในเวลาไม่กี่เดือน ตามที่ข่าวได้นำเสนอไปแล้วนั้น

ล่าสุด พลอย เฌอมาลย์ ได้ปรากฏตัวในงานเปิดตัวโครงการ Princess Collection 2025 “Pink Bloom” โดยแบรนด์ SIRIVANNAVARI ร่วมกับ Wacoal ซึ่งเป็นคอลเลกชันชุดชั้นในที่รายได้สนับสนุนการต้านภัยมะเร็งเต้านม โดยพลอยได้ใช้โอกาสนี้เผยถึงเรื่องราวดังกล่าว รวมถึงประสบการณ์การต่อสู้กับโรคร้ายที่เธอเก็บซ่อนไว้เกือบปี

โดย พลอย เฌอมาลย์ เผยว่า “สำหรับข่าวเรื่องการป่วยคือมันก็ผ่านไปแล้ว คือมันอยู่ในจุดที่ว่าพลอยพร้อมที่จะพูด จริงๆ เรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นประมาณกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว พลอยเองก็เผชิญกับมันมาตลอดทั้งปี เราก็ไม่ได้บอกใคร ไม่ได้พูดกับใครมากนอกจากเพื่อนสนิท เพื่อนสนิทก็คือรู้ตอนที่เราผ่าตัดเสร็จแล้วด้วยซ้ำ ทุกคนก็เหมือนเป็นห่วง ก็บอกเราว่าทำไมไม่บอก คือเราก็เก็บไว้คนเดียว จนหลายคนก็ไม่ทราบ พอรู้สึกว่า ณ วันนี้พลอยพร้อมที่จะเป็นกระบอกเสียงกับทุกคนแล้วว่า มันไม่ใช่เรื่องที่แบบว่าต้องไปเกรงกลัวมัน หรือเป็นเรื่องที่เราต้องอายที่จะต้องไปตรวจ อยากให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพตอนนี้ด้วย ต้องตรวจสุขภาพทุกปี

ย้อนกลับไปที่ไปตรวจ ด้วยความที่ว่าพลอยตรวจครั้งแรกที่เจอเป็นก้อนเนื้อ แล้วหมอบอกว่ายังไม่เป็นอะไร แต่ต้องติดตามนะ แต่ก็ผิดที่พลอย ด้วยความที่พลอยชะล่าใจ เพราะพลอยกลัวเข็ม คือเราก็คิดว่า เราเป็นคนออกกำลังกาย แข็งแรงอยู่แล้ว สุขภาพดี ก็คิดว่าน่าจะไม่เป็นอะไร จนปล่อยผ่านไปเป็นปีครึ่ง ไปตรวจอีกทีหนึ่ง เนื้อมีการเจริญเติบโต และรูปร่างชัดเจน ก็เป็นมะเร็ง ทั้งจากผลตรวจชิ้นเนื้อ และผลเลือดด้วย ตอนนั้นพลอยก็ช็อก ก็เลยเปลี่ยนโรงพยาบาล ก็มีการพูดคุยกับหมอและผ่าตัด

ตอนนั้นมันเจอสองข้าง ข้างหนึ่งไม่ชัดเจนว่าคืออะไรก็เลยต้องเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจ และปรากฏว่าก็เป็นหินปูน แต่ข้างซ้ายชัดเจนมากๆ เราก็ได้รับการผ่าตัด พอผ่าตัดเสร็จก็มีการเอาชิ้นเนื้อไปตรวจ ตอนแรกเราคิดว่ามันน่าจะจบแล้วเนาะ แต่พอนัดหมออีกที คุณหมอก็บอกว่ามันยังไม่จบนะ มีต่อ เพราะมะเร็งที่พลอยเป็น เป็นมะเร็งสองสายพันธุ์ คือมะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง พลอยเลยช็อกอีกรอบ แล้วก็ถามว่าเป็นสเตจไหน หมอบอกเป็นสเตจสอง เราจะรู้ได้ไงว่ามันจะไปมากกว่านี้ หมอเลยบอกว่ารู้ด้วยการผ่าตัด ตอนนั้นก็ใจแป้วแล้ว เพราะไม่อยากให้ลามไปในอวัยวะอื่นๆ แต่ด้วยความโชคดีมันก็จบแค่นั้น จบที่สเตจสองและต่อมน้ำเหลือง เราก็มีการฉายแสงและรับการรักษาทานยา ไปตรวจครั้งล่าสุดก็ไม่เจอแล้ว แต่ว่าต้องเฝ้าระวัง ตรวจ และทานยาของคุณหมอไปอีกสามปี ตอนนี้ก็เข้าสู่ปีที่สองแล้วที่ทานยา

ตลอดการรักษาถามว่ามีผลกระทบหรือผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง ตั้งแต่ต้นปีที่แล้วถึงต้นปีนี้มันเป็นอะไรที่โหดร้ายสำหรับพลอยมาก เพราะพลอยเจอหลายเรื่องที่กระทบทั้งสุขภาพและจิตใจด้วย มันเลยเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างลำบากสำหรับพลอย ผลกระทบอาจจะมี คือเรามีเรื่องที่ไม่สบายใจอยู่แล้ว ในเรื่องของสุขภาพด้วย และจิตใจตัวเองด้วย พอเราได้รับยาอีก ฮอร์โมนเพศหญิงมันก็ทำให้ดิ่งกว่าเดิม คิดมากกว่าเดิม สวิงกว่าเดิม พลอยเครียดแล้วก็เก็บตัว ตอนนั้นมีปัญหาเยอะ ทานข้าวไม่ลง น้ำหนักลด 13 โล ภายในสามเดือนกว่า นอนไม่หลับ ทุกอย่างมันเปลี่ยน ก็ใช้เวลาอยู่ระยะหลายเดือนเหมือนกัน ตอนหลังเริ่มขอความช่วยเหลือจากเพื่อนแล้ว เพื่อนก็เข้ามาดูแล ตอนนี้ก็โอเคขึ้นแล้วค่ะ พลอยรู้สึกว่า ไม่อยากไม่สบาย ไม่อยากป่วย เหมือนที่คนเห็นเหมือนเมื่อก่อน ก็เลยหันมารักตัวเอง ดูแลรักสุขภาพ พยายามนอนให้มากขึ้น กลับมาออกกำลังกาย และมีความสุขกับชีวิต

ส่วนตอนนี้ พูดตรงๆ นะมันยังไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่คิดว่า พรุ่งนี้มันก็เป็นวันที่ดีกว่าแล้ว ถ้าวันนี้พลอยหัวเราะได้ยิ้มได้ก็มีความสุขแล้ว ส่วนไลฟ์สไตล์ถามว่าปรับไหมก็ปรับแต่คงไม่ได้เปลี่ยน ให้มันฝืนตัวเอง คือเราก็กินดีนอนดีออกกำลังกายหันมาดูแลสุขภาพนั่งสมาธิ อะไรที่มีประโยชน์ตอนนี้พลอยทำหมดเลย เพราะอยากให้ตัวเองกลับมาแข็งแรงทั้งร่างกายทั้งใจ แล้วช่วงที่แย่ พลอยเก็บตัว ขังตัวเองไว้ในห้อง ไม่พูด เก็บตัวเองไว้ในบ้าน จนมาถึงจุดหนึ่งมันเสียอาการแล้ว ก็เลยไปอยู่โรงพยาบาลจิตเวชอยู่พักหนึ่ง ประมาณห้าวันหกวัน รู้สึกว่ามันไม่ค่อยเวิร์ก ก็เลยเปลี่ยนหมอ ก็รับยาใหม่ รับยาไปพักหนึ่ง เรารู้สึกว่าไม่อยากกินยา เพราะทานยาค่อนข้างเป็นเวลานานแล้ว พลอยเริ่มจำใครไม่ได้ รู้สึกเบลอ ขาดความมั่นใจ มันหลากหลายอาการมาก รู้สึกว่าสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง ก็เลยรู้สึกว่าไม่ได้และฉันต้องฮึบแล้ว ก็เลยหันมานั่งสมาธิอ่านหนังสือ ดูแลตัวเองขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ ขอคำปรึกษาจากคนที่เรารัก ที่ช่วยทำให้เราดีขึ้น

ช่วงที่ตัวเองไปโรงบาลจิตเวชคือจริงๆ เรารับยามาตลอด แต่ช่วงที่ไปหาหมอไปอยู่โรงพยาบาล ก็ก่อนช่วงมีนาคม- เมษายนปีนี้ ก็ไปหาหมอ ช่วงนั้นนอนไม่พอ “พี่นุ่น” ต้องอยู่ด้วยตลอด ช่วงนั้นหนัก แล้วช่วงที่เราเก็บตัวอยู่ในห้อง สาเหตุที่ไม่อยากไปเจอคน คือตอนนั้นจมดิ่งอยู่กับความทุกข์ของตัวเองมากเกินไป ไม่สามารถให้ตัวเองหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ มันทำให้เราเหมือนมูฟออนเป็นวงกลม เหมือนเราเดินหน้าไม่ได้ จัดการกับความรู้สึกตัวเองไม่ได้ ไม่ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เสียงในหัวมันดังตลอดเวลาจนมันไม่ไหวแล้ว คุณแม่ก็พาไปหาหมอ แล้วเวลาคนเจอเหตุการณ์แบบนี้หลายคนจะต้องถามตัวเองว่าทำไมจะต้องเป็นฉัน เราก็มีคำถามนี้เหมือนกัน แต่พลอยก็เชื่อว่าหลายๆ คนคงมีประสบการณ์คล้ายพลอย พลอยว่ามันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก เราก็ต้องคิดว่าเราจะทำยังไงให้ออกมาจากตรงนั้น ซึ่งของพลอยก็ค่อยเป็นค่อยไป พลอยอาจจะเดินทางช้ากว่าคนอื่นนิดนึง คนอื่นอาจจะหายเร็วแต่พลอยใช้เวลานานมากกว่าจะดีขึ้น แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว พร้อมที่จะเอามาพูดตรงนี้เพื่อที่อยากให้ทุกคนหันมาดูแลตัวเอง หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพ เพราะมันเป็นเรื่องที่สำคัญมากจริงๆ

ส่วนสุขภาพใจ ตอนนี้ไม่ได้ไปพบหมอแต่เน้นไปที่อ่านหนังสือ และพลอยชอบดู YouTube ก็มีการฮีลใจตัวเอง มีการคุยกับน้องเขื่อนด้วย อยากไปหาน้อง อ่านหนังสือของน้องอยู่ น้องเขื่อนก็เลยบอกว่าพร้อมเมื่อไหร่มานะ เค้าอยากไปปรับทุกข์กับน้องเขื่อน ส่วนเพลงก็ชอบฟังค่ะดีขึ้น บางวันก็มีอาการบ้างไม่ดีบ้าง แต่ทุกอย่างก็อยู่ในจุดที่ดี มันก็ค่อยเป็นค่อยไป แต่ถ้าตอนนี้รู้สึกไม่ดีเราก็แค่ยอมรับความจริงไปว่า ตอนนี้เรารู้สึกไม่ดีอยู่นะ เดี๋ยวอีกสักพัก เราก็จะค่อยๆ เสียใจน้อยลงแล้วนะ เราก็จะเริ่มดีขึ้นแล้วนะ ก็พยายามบอกตัวเอง พยายามดูตัวเองมากขึ้น พลอยมองว่ามันเป็นธรรมชาติมากค่ะ เราเป็นมนุษย์ มันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะต้องมีความรู้สึก มีความทุกข์ มีความเสียใจ เพียงแต่ว่าเราต้องเอาตัวเองออกจากจุดนี้ให้เร็วที่สุด เท่าที่จะทำได้

สำหรับเรื่องความรักจากครอบครัวและคนรอบข้าง จริงๆ มันช่วยได้เยอะเลย กำลังใจจากทุกๆ คน มันเป็นสิ่งที่สามารถเยียวยาทำให้เราเดินข้างหน้าต่อไปได้ กำลังใจสำคัญมาก พลอยคิดว่าตัวพลอยโชคดีมาก พลอยมีกำลังใจจากครอบครัวไม่พอยังมีกำลังใจจากเพื่อนๆ คนรอบข้างและแฟนคลับ เลยรู้สึกว่ากำลังใจของพลอยเยอะมาก เมื่อเทียบกับคนอื่น ก็เลยรู้สึกว่าตัวเองโชคดี เราพร้อมที่จะมีแรงสู้อีกครั้ง อย่างบางคนก็หาทางออกไม่ได้ ซึ่งพลอยก็แย่อยู่ มันค่อนข้างสาหัสสำหรับพลอยแต่ตอนนี้พลอยผ่านมาได้แต่ ณ วันนี้พลอยโชคดีมากๆ ที่พลอยเริ่มยิ้มได้บ้างและหาความสุขกับตัวเองบ้าง ตอนแรกคิดว่าตัวเองจะแย่แล้วจะกลับมาเป็นตัวของตัวเองได้ไหม เพราะว่ามันเป็นเวลาที่เนิ่นนานพอสมควร ที่เราอยู่ในสภาวะความเครียด

แต่วันนี้เรากลับมาแล้ว ก็อยากจะบอกกับคนที่ชื่อ “เฌอมาลย์” ว่า ให้ใจดีกับหัวใจตัวเองหน่อยและรักตัวเองให้มากๆ เหมือนที่รักคนอื่น เคยรักใครมากแค่ไหนนะทำตัวเองบ้างได้ไหม (ยิ้ม)”