เมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 27 ต.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายนพดล อินนา สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และเอ็มโอยู 2544 เพื่อแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา แถลงว่า ผลการประชุมกมธ. ยังไม่ได้ข้อสรุปควรยกเลิกเอ็มโอยู 43 และ 44 หรือไม่ เนื่องจากข้อมูลยังไม่ครบถ้วน การตัดสินใจทางใดย่อมส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงต้องดูให้รอบคอบ รอบด้าน ไม่มีอคติ ใช้อารมณ์ การจะคงอยู่ ปรับปรุง ยกเลิกต้องมีเหตุผลและแนวทางให้รัฐบาลดำเนินการต่อไป ถ้าหากยกเลิกต้องคำนึงถึงกฎหมายระหว่างประเทศว่า ขัดต่อข้อใด เหตุใดต้องดำเนินการ  ส่วนผลการศึกษาของ กมธ.จะทันต่อการทำประชามติของรัฐบาลหรือไม่นั้น  การขยายกรอบเวลาพิจารณาของ กมธ.ออกไปอีก 90 วัน หากดำเนินการเสร็จก่อนจะรายงานต่อวุฒิสภาทันที ระหว่างการศึกษา กมธ.จะพยายามให้ข้อมูลประชาชนมากที่สุดถึงข้อดีข้อเสียเอ็มโอยูทั้ง 2 ฉบับ

“มั่นใจว่าข้อมูลที่ได้จาก กมธ. เป็นประโยชน์ และส่งผลต่อการตัดสินใจว่า จะคงอยู่หรือยกเลิกเอ็มโอยูทั้ง 2 ฉบับ ส่วนการลงนามปฏิญญาระหว่างไทย-กัมพูชา ที่มาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 68 ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เชื่อว่ากัมพูชาจะละเมิดข้อตกลงได้ยากขึ้น เพราะเป็นปฏิญญาที่ปรากฏต่อสหรัฐอเมริกาและอาเซียน 11 ประเทศเป็นสักขีพยาน นอกจากเป็นประโยชน์ต่อไทยแล้ว ยังเป็นประโยชน์เรื่องภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลก” นายนพดล กล่าว.