เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 29 ต.ค. 68 ที่รัฐสภา นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยื่นหนังสือต่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่านนายคัมภีร์ ดิษฐากรณ์ โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ตรวจสอบความเหมาะสมท่าทีทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัฐบาลต่อปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ และบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับแร่หายาก โดยนายธีระชัย กล่าวว่า สิ่งที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ไปลงนามปฏิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์ ที่มาเลเซีย มีข้อวิจารณ์ว่าล้มเหลวใน 2 ประเด็นคือ 1.การปราบปรามสแกมเมอร์ ที่ในเนื้อหาปฏิญญาพูดถึงการปราบสแกมเมอร์น้อยมาก โยนการดำเนินการไปที่คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ให้ตั้งหน่วยงานตำรวจทั้งสองฝ่ายมากวาดล้าง น่าห่วงว่า มีข้าราชการและฝ่ายการเมืองของทั้งสองประเทศเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์  2.การแก้ปัญหาบ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว

นายธีระชัย กล่าวว่า ส่วนการลงนามบันทึกความเข้าใจแร่แรร์เอิร์ธ เปิดช่องทางให้สหรัฐล่วงรู้ข้อมูลแร่หายาก และจัดลำดับขั้นตอนดำเนินการโครงการต่างๆ สามารถได้รับสิทธิการเข้ามาลงทุนเหมืองแร่ก่อนผู้อื่น หรือแทรกแซงการยกร่าง และทบทวนแก้ไขกฎระเบียบแร่หายาก กระทบความมั่นคงประเทศ มองว่า รัฐบาลไทยแสดงท่าทีเลือกข้าง  ท่ามกลางความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างมหาอำนาจ 2 ฝ่ายในเรื่องแร่หายากที่ตึงเครียดในขณะนี้ เปิดทางให้สหรัฐแทรกแซงล่วงรู้ข้อมูลลึกด้านทรัพยากรธรรมชาติ  อาจเข้าลักษณะแสวงหาอำนาจนอกอาณาเขต เหมือนสมัยล่าอาณานิคม จึงจำเป็นต้องให้ประธานสภาตรวจสอบการลงนามบันทึกความเข้าใจแร่หายากที่มีผลต่อการเลือกข้างด้านการเมืองระหว่างประเทศ ฝ่าฝืนหลักการรักษาความเป็นกลางด้านนโยบายต่างประเทศที่ไทยยึดถือมาตลอด และเข้าข่ายส่อเจตนาเปิดช่องให้สหรัฐแทรกแซงการบริหารบ้านเมืองไทย ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 3 ที่ระบุว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ไม่สามารถให้บุคคลชาติอื่นแทรกแซงมีอิทธิพลได้” ดังนั้นการเร่งรีบลงนามปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ทั้งที่ไทยได้เปรียบด้านสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ หรือการเผยแพร่แผนที่เกี่ยวกับเอ็มโอยู 2543 โดยจะใช้เทคโนโลยี LiDAR แทนแผนที่ 1:200,000  การกระทำเหล่านี้สร้างความเคลือบแคลงในใจประชาชน.