เมื่อวันที่ 30 ต.ค. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โพสต์ภาพผ่านโซเชียลมีเดีย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 ต.ค. (ตามเวลาในท้องถิ่น) ได้เดินทางไปยังไทยทาวน์ เพื่อพบปะและร่วมรับประทานอาหารเย็นกับคนไทยที่อาศัยอยู่ในนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงอนาคตการเมืองไทยและการเลือกตั้งที่ใกล้ถึงในปี 2569 พร้อมทั้งการจัดทำประชามติพร้อมการเลือกตั้ง

โดยหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ในโอกาสที่ตนเองได้เดินทางมาสหรัฐ หนึ่งในเหตุผลก็เพื่อร่วมงานดินเนอร์นิตยสารไทม์ ที่ได้เลือกให้ตนเป็นหนึ่งใน 100 Next ประจำปี 2025 ตนต้องขอขอบคุณอดีตพรรคก้าวไกลและผู้สนับสนุนพรรค รวมถึงพี่น้องประชาชนทุกคน ที่ได้ลงคะแนนเลือกผมและพรรคมาตั้งแต่ปี 2562 แม้ว่าในปี 2562 ตนเองชนะการเลือกตั้ง สส.เขตบางแค เพียงแค่หลักร้อยคะแนนเท่านั้น และมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ประชาชนคนไทยที่อาศัยอยู่ต่างแดนทุกคนมีส่วนสำคัญที่ผลักดันตนให้มาทำงานการเมืองจนถึงทุกวันนี้

“ผมเข้าใจดีครับว่าหลายคนที่นี่อาจเลือกเดินทางมาใช้ชีวิตต่างแดน ไม่ได้เป็นเพราะไม่ชอบประเทศไทย แต่เป็นเพราะคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า และได้รับโอกาสที่มากกว่าในการสร้างความมั่นคงในชีวิต การอยู่ในประเทศไทยจึงอาจจะไม่ตอบโจทย์ เพราะประเทศไทยมีแต่เรื่องที่ไม่ถูกต้อง มีแต่เรื่องสีเทา จึงทำให้คนไทยที่เก่งๆ จำนวนมากรู้สึกว่าอยู่ต่างประเทศแล้วดีกว่า มีความหวังและกำลังใจมากกว่า” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ผมอยากชวนคิดว่าปัญหาที่สำคัญของประเทศในขณะนี้คืออะไร ขอให้ลองมองย้อนไป 2 ปีที่ผ่านมาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เรามีนายกรัฐมนตรีทั้งหมด 3 คน ย้อนกลับไป 6 ปี เราพบการยุบพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนและมีนักการเมืองถูกตัดสิทธิเป็นจำนวนมาก การเลือกตั้งปี 66 พรรคที่ชนะการเลือกตั้งกลับไม่ได้เป็นรัฐบาล ซึ่งพวกเราผิดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณพิธา แต่พวกเราก็ต้องขอบคุณคุณพิธาด้วยเช่นเดียวกัน แม้ว่าจะถูกตัดสิทธิทางการเมือง แต่ก็ยังทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ออกเดินทางรอบโลกเพื่อทำความเข้าใจกับนานาชาติว่าประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีศักยภาพอยู่

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปอีกว่า สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้นเพราะเรามีกติกาการเมืองที่ไม่เป็นธรรม ฉะนั้นพวกเราจึงตัดสินใจเดินหน้าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พร้อมกับการเลือกตั้ง เพราะไม่ว่าพวกเราจะชนะเลือกตั้งกันอีกสักกี่ครั้ง หากเรายังไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ดีขึ้นได้ ประเทศไทยก็ไม่สามารถที่จะดีขึ้นได้ ฉะนั้นเสียงของทุกท่านในการเลือกตั้งครั้งหน้าจึงมีความหมาย

นายณัฐพงษ์ ได้กล่าวถึงสิ่งที่พรรคประชาชนจะทำในการเลือกตั้งข้างหน้าว่าพร้อมเอาจริง ตั้งแต่เรื่องการแก้ไขปัญหาการทุจริต ไปจนถึงการปฏิรูปรัฐราชการให้ทันสมัย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทุกคนรู้ “What” หมดแล้วว่าต้องทำอะไรบ้าง แต่สิ่งที่ขาด คือ “When” จะทำเมื่อไร ที่ผ่านมาทุกรัฐบาลล้วนขาดเจตจำนงทางการเมืองในการทำ เพราะว่ากลไกของระบบการเมือง และการเมืองยังคงได้รับผลประโยชน์จากสิ่งต่างๆ เหล่านี้อยู่ ยกตัวอย่างเช่น การกิโยตินกฎหมาย ทุกวันนี้ประเทศเรามีใบอนุญาตต่างๆ เต็มไปหมด กฎระเบียบของรัฐมีมากเกินความจำเป็น ในมุมหนึ่งมันคือช่องทางในการเรียกรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐ บางท่านอยากจะทำธุรกิจ หากไม่จ่ายส่วยก็จะไม่ได้รับการอนุมัติหรือล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น เราควรมีกฎระเบียบให้น้อยที่สุด เพื่อให้ประชาชนและภาคเอกชนคล่องตัวในการทำธุรกิจ คำถามก็คือ ที่ผ่านมาทำไมไม่มีใครทำ เพราะเรามีระบบส่วยใช่หรือไม่ ตั้งแต่เจ้าหน้าที่รัฐชั้นระดับปฏิบัติการถึงระดับรัฐมนตรี เมื่อตนเข้ามามีอำนาจก็ไม่มีใครลงมือทำลายระบบส่วยสินบน ที่เป็นหม้อข้าวตัวเองอย่างจริงจัง 

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องการกระจายอำนาจก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง ทุกคนรู้หมดว่าการกระจายอำนาจต้องทำยังไงตั้งแต่ยุค 2540 เวลา 20 กว่าปีแล้ว ทำไมการกระจายอำนาจในประเทศไทยถึงยังไปไม่ถึงไหน ลองนึกภาพเมื่อนักการเมืองในอดีต พอได้เข้าไปคุมกระทรวงมหาดไทย พวกเขาจะทำอย่างไรระหว่างเลือกกุมงบประมาณทั้งหมดไว้ไม่กระจายอำนาจ เพื่อหาเงินทอนไปใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า กับการกระจายงบประมาณออกไปทั้งหมดให้ท้องถิ่นจัดการตนเอง ทุกท่านคงนึกออกว่านักการเมืองในอดีตจะเลือกแบบไหน นี่ใช่ไหมคือต้นเหตุของการที่ทำให้การกระจายอำนาจในประเทศเราไม่เดินหน้า คุณภาพชีวิตของคนในต่างจังหวัดจึงไม่เคยดีพอ เพราะนักการเมืองไม่เคยเอาจริง ใช่หรือไม่

หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวสรุปช่วงท้ายว่า ตนเชื่อว่าพรรคประชาชนเรามีความแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นอยู่เรื่องหนึ่งคือ “เราเอาจริง” เราเป็นคนธรรมดาที่มีเจตจำนงชัดเจนว่าเราต้องการเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลง เรารู้ว่าเรามาทำงานการเมืองเพราะอะไร เราทำงานเพื่อใคร สุดท้ายนี้ตนจึงเชิญชวนทุกท่านร่วมกันปลดปล่อยศักยภาพคืนความปกติให้ประเทศไทย