เมื่อวันที่ 30 ต.ค. ที่รัฐสภา นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส.ระยอง พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร แถลงหลังการประชุม กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ว่า ตนได้ติดตามปัญหาการฟอกเงินของกัมพูชาที่เชื่อมโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศไทย ในกรณีนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ เบน สมิธ ทาง กมธ.ได้เรียกบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริง แต่ปรากฏว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์, นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ, นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีต รมช.คลัง ไม่มาชี้แจง 

นายชุติพงศ์ กล่าวว่า กรรมการปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ตั้งขึ้น โดยได้ตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ ได้มอบ 7 มาตรการ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียด ทาง กมธ.ความมั่นคงฯ ได้สอบถามว่า ทางคณะกรรมการปราบปรามฯ สแกมเมอร์ได้ดำเนินการอะไรบ้าง และได้เรียก ร.อ.ธรรมนัส, นายวรภัคและนางนฤมล มาให้ข้อมูลแล้วหรือยัง และมีการสั่งการตรวจนายเบน สมิธ หรือไม่ ทางตัวแทนกรรมการฯ ตอบว่า ยังไม่ได้ดำเนินการในส่วนนี้ แต่ทางกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.) ได้ตั้งวอร์รูมช่วยเหลือผู้เสียหาย และได้ยึดทรัพย์ผู้ต้องสงสัยไปมอบทรัพย์สินให้ผู้เสียหายโดยตรง 

นายชุติพงศ์ กล่าวอีกว่า ได้ข้อมูลสถิติการอายัดบัญชีที่ถูกฉ้อโกงลดลง จาก 3 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 1 เปอร์เซ็นต์ แต่ทางตำรวจแจงว่าติดขัดในการดำเนินการ ส่วนทาง ปปง แจ้งว่า การสืบเส้นทางการเงินที่คาดว่าฟอกเงินได้นั้น จะต้องมีความผิดมูลฐาน ซึ่งที่ผ่านมามีข้อจำกัดทางกฎกระทรวง ทาง กมธ.ได้ถามสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ว่า ได้สืบเส้นทางการเงินของบุคคลที่ปรากฏชื่อบนสื่อบ้างหรือยัง แต่ ปปง. ไม่มีคำตอบให้ บอกแค่ว่า จะไม่นิ่งเฉย

นายชุติพงศ์ กล่าวอีกว่า ทาง ก.ล.ต.ได้ประสานกับธนาคารแห่งประเทศไทย และ ปปง. ได้ระงับบัญชี 30,000 บัญชี และยึดทรัพย์รวมมูลค่า 200 ล้านบาท และตั้งศูนย์เฉพาะกิจเผยแพร่การแจ้งเตือนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ส่วนทางด้านธนาคารกสิกรไทย ชี้แจงกรณีพบว่าเชื่อมโยงกับบริษัท B.I.C. Group ว่า ไม่ได้เป็นคู่ค้ากับนายเบน สมิธ และปัจจุบันไม่ได้เป็นคู่ค้า กับ B.I.C. Group แล้ว โดยได้ยุติการค้าตั้งแต่เดือน ส.ค.-ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา ก่อนที่สภาคองเกรสจะคว่ำบาตร B.I.C. Group ซึ่งทางธนาคารแจ้งว่า จะส่งหนังสือชี้แจงตามมาภายหลัง 

นายชุติพงศ์ กล่าวอีกว่า ส่วนทางด้านตำรวจสันติบาล ได้รายงานว่า นายเบน สมิธ ได้ยื่นขอสัญชาติไทย แต่จากการตรวจสอบประวัติและการเสียภาษีเงินได้ ไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ ได้ส่งเรื่องให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการต่อ วันนี้ทาง กมธ.มีข้อเสนอแนะทำบันทึกนี้ให้ ปปง. เพื่อตรวจสอบบุคคลที่อาจเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อให้ตรวจสอบต่อไป และจะส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อให้มีการยึดทรัพย์ผู้กระทำผิด 

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเชิญนายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคม มีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับการซื้อหุ้นบริษัทพลังงานแห่งหนึ่ง นายชุติพงศ์​ กล่าวว่า นายษัษฐรัมย์ มาเป็นตัวแทนบอร์ดประกันสังคมในการให้ข้อมูลว่าการซื้อหุ้นที่เกี่ยวข้องมีข้อสงสัยอยู่หลายประการ ทางอนุกรรมการ และกรรมการมีการตั้งข้อสงสัยว่าข้อเท็จจริงบางอย่างไม่มีการแจ้งให้ทางอนุกรรมการทราบอย่างชัดเจน รวมถึงถามว่าเหตุใดกระบวนการซื้อหุ้นใหญ่ขนาดนี้ จึงได้มีข้อสงสัยน้อย และไม่ได้มีการให้ความชัดเจน ซึ่ง กมธ.ได้รับทราบเรื่องนี้แล้ว และจะมีการตรวจสอบต่อไป

เมื่อถามว่าจะมีการเชิญนักการเมือง ช. เข้ามาชี้แจงหรือไม่ นายชุติพงศ์ กล่าวว่า ต้องมีการพูดคุยใน กมธ.อีกครั้ง ว่าจะเชิญบุคคลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจง เราต้องให้ความกระจ่างกับสังคมและควรให้นักการเมืองมีโอกาสชี้แจงตัวเองว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไร 

เมื่อถามถึงกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส ให้สัมภาษณ์ว่า นักการเมือง ช. เป็นเรื่องพนันออนไลน์ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ ใน กมธ. มีการพูดคุยกันหรือไม่ว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร นายชุติพงศ์ กล่าวว่า พื้นที่ในกัมพูชา แรกๆ ก็เป็นกาสิโน เพราะถือเป็นตัวตั้งต้นเศรษฐกิจรายได้พื้นที่ชายแดน แต่ภายหลังมีการแปรสภาพกาสิโน สแกมเมอร์ เป็นพนันออนไลน์ และคนที่อยู่ในเครือข่ายเหล่านี้ 

นายชุติพงศ์ กล่าวอีกว่า พูดตรงๆ ว่าเราสามารถตั้งข้อสงสัยได้ว่า มีส่วนเกี่ยวข้องทางตรงหรือทางอ้อม และถือเป็นสิทธิโดยชอบที่สังคมจะตั้งข้อสงสัย เช่นเดียวกันก็ถือเป็นสิทธิโดยชอบของผู้ที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าจะตอบต่อสังคมอย่างไร ทางที่ดีควรจะมีเวลา และพื้นที่ชี้แจงต่อสังคมเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ของตัวเอง เพราะพนันออนไลน์ถือว่าสร้างความเสียหายให้กับประเทศพอสมควร 

เมื่อถามว่าจะมีการขอข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับนายเบน สมิธ จากสหรัฐอเมริกาหรือไม่ นายชุติพงศ์ กล่าวว่า กมธ.สามารถเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐมาชี้แจงได้ โดยอาจตั้งต้นจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในการที่จะขอข้อมูล ย้ำว่าเราพยายามผลักดันอย่างเต็มที่ ให้เป็นวาระที่ใหญ่กว่าวาระของประเทศไทย อย่าลืมว่าประเทศไทยมีพื้นที่ติดกับชายแดน ซึ่งทั่วโลกกำลังมองว่าเป็นฐานสแกมเมอร์ ซึ่งหลอกเงินคนทั่วโลก จนกระทั่งมีการประเมินกันว่ามีมูลค่าเศรษฐกิจประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีมาจากเรื่องนี้ 

นายชุติพงศ์ กล่าวอีกว่า ต้องอย่าลืมว่ารายได้เหล่านี้ มาจากเงินผู้บริสุทธิ์ที่ถูกหลอก และขอถามกลับไปยังนายกฯ ที่ปรากฏภาพว่าไปเจอกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ว่าได้มีการพูดคุยเรื่องเหล่านี้หรือไม่ และต้องอย่าลืมว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ และสหรัฐ มีการคว่ำบาตรบุคคลและนิติบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ ซึ่งบุคคลเหล่านั้นวนเวียนอยู่ในประเทศไทย นายกฯ จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังมากกว่าการตั้งคณะกรรมการที่ไม่ได้มีอำนาจพิเศษ และไม่ดำเนินการในจุดที่ใกล้ที่สุด คือ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน 

“ไม่ได้มีความพยายามสร้างความกระจ่างหรือคลายความสงสัยของประชาชนเลย ว่านายกฯ เกรงใจใคร จึงไม่ดำเนินการ และจะเดินช้าอยู่เช่นนี้ไปอีกนานแค่ไหน ทั้งนี้ ทาง กมธ.ยืนยันว่าในส่วนที่เราสามารถทำได้ ในการร่วมมือกับโลกปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ เราจะทำทุกวิถีทางและประสานทุกหน่วยงานเพื่อเดินหน้าแก้ปัญหาเรื่องนี้” นายชุติพงศ์ กล่าว