เป็นไปตามความคาดหมาย เมื่อปรากฏชื่อ “นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) หลังการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี พรรค พท. ที่มีวาระสำคัญ เพื่อเลือกหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) พท.ชุดใหม่ จากแคนดิเดตที่มีการเปิดรายชื่อก่อนหน้านี้ 2 คน คือ นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ พรรค พท. โดยที่ประชุมมีมติเลือกนายจุลพันธ์ ได้คะแนน 354 คะแนน และมีผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 15 คน จากผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งหมด 369 คน หลังถูกยกว่ามีความโดดเด่นในการทำงานสภา และมีความรู้ความสามารถด้านเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาหลักของประเทศอยู่ในขณะนี้ อีกทั้งการตอบคำถามสื่อมวลชนชัดเจนจะเป็นประโยชน์ต่อพรรค ในการดีเบตระหว่างการเลือกตั้ง ที่จะเกิดขึ้นช่วงต้นปีหน้า

ขณะที่เลขาธิการพรรคฯ จากเดิมที่มีชื่อ “นายสรวงศ์ เทียนทอง” สส.สระแก้ว พรรค พท. ทำหน้าที่อยู่ มีการสับเปลี่ยนให้นายสรวงศ์ ขึ้นไปเป็นรองหัวหน้าพรรค แล้วดึงนายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรองนายกฯ และอดีต รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา กลับมาเป็นเลขาธิการพรรค พท.อีกครั้ง

ด้าน นายจุลพันธ์ ได้แสดงวิสัยทัศน์ หลังรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคตอนหนึ่งว่า อุปสรรคไม่ใช่ถนนที่โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างแน่นอน​ทุกท่านคงทราบดี เราผ่านการต่อสู้ทางการเมืองทุกรูปแบบ​ ทั้งบนถนน​ และในสภา แต่เรายังคงอยู่รอดมาได้​ เราผ่านการปฏิวัติรัฐประหาร​ ผ่านการตัดสิทธิทางการเมือ​ง นายกฯ ถูกถอดถอนหลายครั้ง เขาพยายามปิดปากพวกเรา แต่พวกเราก็ยังคงอยู่ ยังคงสู้ ​ แนวทางของพรรคเราพร้อมที่จะยกเครื่อง​ อย่างแรกคือการสื่อสารกับประชาชน จะต้องรวดเร็วทันการตรงถึงประชาชนได้อย่างทันท่วงที ในส่วนของการคัดผู้สมัครเข้าสู่การเลือกตั้ง ต้องมีคุณภาพตรงกับความต้องการประชาชน ในส่วนของนโยบาย เราต้องย้อนกลับไปยังนโยบาย ซึ่งเป็นนโยบายที่ถูกใจ​และสามารถตอบโจทย์ของประชาชนได้​ 

“วันนี้เรากำลังเดินหน้าในภารกิจเหล่านั้นนี่ไม่ใช่ภารกิจที่ง่าย แต่ผมไม่ได้อยู่คนเดียว มีพวกเราที่อยู่ในห้องนี้ทุกคนเป็นกำลัง และยังมีความเชื่อมั่นว่า ยังมีประชาชนอีกนับ 10 ล้านคน ที่จะคอยเป็นกำลังผลักดันให้กับพรรค พท.ไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้ง และเป็นรัฐบาลในครั้งถัดไปให้ได้ ขอกำลังจากพวกเราทุกคนร่วมมือร่วมใจและที่สำคัญเชื่อมั่นในพรรค พท. เชื่อมั่นในแนวทางที่เรายึดมั่นแล้วเราจะนำพาพรรคและประเทศไทยไปสู่ความสำเร็จ และอนาคตที่สดใส ส่วน น.ส.แพทองธาร ยังคงทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เพื่อร่วมสู้ศึกเลือกตั้งกับพรรค” หัวหน้าพรรค พท. กล่าว

และเมื่อถูกสื่อตั้งคำถามว่า วันนี้ ชินวัตรยังถือเป็นกำลังสำคัญอยู่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ด้วยความผูกพันตระกูลชินวัตร เราปฏิเสธไม่ได้ อย่าไปหลอกตัวเอง ชินวัตรมีความผูกพันทางใจ แนวคิดริเริ่มอุดมการณ์เริ่มจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และน.ส.แพทองธาร ยังเป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยอยู่ต่อไป แต่ในส่วนการขับเคลื่อนพรรค เป็นเรื่องของ กก.บห.ชุดใหม่ ตนมีอำนาจในการบริหารจัดการอย่างสมบูรณ์ทุกประการ เมื่อถามว่า ในฐานะหัวหน้าพรรคจะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ด้วยหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ได้เป็นข้อจำกัดทางกฎหมาย ไม่ได้กำหนดว่า หัวหน้าพรรคต้องเป็นแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งพรรคกำลังพิจารณาอยู่ เราต้องคัดสรรตัวแคนดิเดตนายกฯ ที่ถูกใจ ตอบโจทย์ประชาชนให้ได้ เมื่อมีการเปิดตัวเชื่อว่าจะเป็นที่ถูกใจ โดยส่งแคนดิเดตนายกฯ ครบ 3 คน เมื่อถามว่าเมื่อเข้ามารับตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรค พท.แล้วจะไปพูดคุยกับนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ให้กลับมาอยู่กับพรรค พท.หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า คุยกันอยู่ เดี๋ยวก็มา

ต้องยอมรับ การเข้ามารับหน้าที่หัวหน้าพรรคของ “นายจุลพันธ์” มีภารกิจที่หนักหน่วง อย่างแรกคือ ต้องตรึง สส.ให้อยู่ในพรรคต่อไป หรือห้ามเลือดหยุดไหลท่ามกลางกระแสพรรคที่อยู่ในช่วงขาลง ซึ่งหลายคนวิเคราะห์ว่า ภายหลังการเลือกตั้งในปี 69 สส.พท.จะได้ต่ำกว่า 100 คน รอเพียงแค่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล คำถามที่สำคัญคือหัวหน้าพรรคคนใหม่จะมีอำนาจในการบริหารอย่างเต็มร้อยหรือไม่ เพราะก่อนหน้านั้นมีข่าว “ตระกูลชินวัตร” จะปล่อยมือไม่เข้าไปแทรกแซงหรือชี้นำการบริหารงานภายในพรรค หรืออาจจะหมายรวมถึง ไม่สนับสนุนเรื่องทุนที่ใช้ในการเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจของ สส. ถึงอนาคตทางการเมือง เพราะทุนที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งมีความสำคัญ ในช่วงที่กระแสพรรคไม่สูงมากหนัก กระสุนจึงมีความสำคัญมาก

เข้าสู่ช่วงปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะมีการประชุมเฉพาะในส่วนคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ก็ถือว่าลดแรงกดดันให้กับรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไปมากพอสมควร โดยจะเปิดอีกครั้งในวันที่ 12 ธ.ค. ซึ่งมีเวลาไม่นานมากนัก ดังนั้นรัฐบาลคงต้องเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่พรรคฝ่ายค้านไล่บี้ และสังคมรอคอยการหาคำตอบทั้งปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากการเซ็นปฏิญญาสันติภาพการเซ็นเอ็มโอยูเรื่องแร่หายาก การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ รวมทั้งความชัดเจนเรื่องการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ (รธน.) ซึ่งประเด็นหลัง “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า ถ้าหาก รธน.ไม่ผ่านในวาระที่สองจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทันที หรือท่าทีของพรรค พท. ซึ่งก็คงหวังดิสเครดิตรัฐบาลภายใต้การนำของพรรค ภท. ที่จะถือเป็นคู่แข่งสำคัญในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ดังนั้นการยื่นญัตติซักฟอก จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ถ้าหากยื่นเมื่อไหร่นั้น หมายความว่ารัฐบาลจะยุบสภาไม่ได้ หรือบางทีนายอนุทินอาจตัดสินใจยุบสภาก่อนเปิดสมัยประชุมสภา หากประเมินแล้ว พรรคฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ เพราะถ้าหากรัฐบาลต้องล้มไปด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านก็ต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลกันใหม่ หรือจะเป็นโอกาสของพรรค พท.อีกครั้งในการกลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เพราะยังมีแคนดิเดตเหลืออยู่อีก 1 คนคือ “นายชัยเกษม นิติสิริ”

ด้าน “นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรค พท.ให้ความเห็นถึงการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ต้องหารือกัน วันนี้ในสภาก็มีการคุยกัน แม้ไม่ขึ้นตรงต่อคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) ก็ตาม แต่ก็มีการหารือกันว่า เวลาที่เหมาะสมจะเป็นเมื่อไหร่ เราไม่ได้ตรวจสอบจากอารมณ์ เราจะดำเนินการจากข้อมูล ก็ต้องดูว่า เรามีข้อมูลเพียงพอหรือไม่ หากอภิปรายแล้วเป็นการฉายหนังเก่าจะเป็นความเสียหายกับพรรค พท. ดังนั้นสิ่งที่เรากำลังทำอยู่คือการรวบรวมข้อมูลทั้งเรื่องทุจริต คอร์รัปชั่น การปัดเป่าคดี การกระทำที่ไม่ถูกต้อง เรื่องจริยธรรมของบุคคลต่างๆ ฉะนั้นต้องรอรวบรวมข้อมูลให้ครบถ้วนจึงจะตัดสินใจ 

แต่อย่าลืม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ มีอำนาจในการยุบสภา บางทีการตัดสินใจคืนอำนาจให้กับประชาชน นอกจากจะไม่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ รธน.ก็ไม่ต้องแก้ไข

“ทีมข่าวการเมือง”