‘เอสซีจี’ เดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิดการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนผ่าน ‘โครงการประโยชน์สุข’ ซึ่งเป็นการต่อยอดจาก ‘โมเดลแก้จน’ โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน และส่งเสริมให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริงภายใต้แนวทางของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โครงการดังกล่าวได้มุ่งเน้นการพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนใน 3 มิติสำคัญอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การพัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพ, การจัดการทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการ และการยกระดับสุขภาวะเพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุข

ในมิติของการพัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพ โครงการได้มุ่งส่งเสริมให้คนในชุมชนเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาผู้อื่นมาสู่การสร้างโอกาสที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง ผ่านการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการให้แก่ประชาชนกว่า 300 คน ครอบคลุม 16 พื้นที่ทั่วประเทศ เนื้อหาของการฝึกอบรมได้เน้นหนักไปที่การบริหารจัดการรายได้ การลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น การพนันหรือสิ่งเสพติด ตลอดจนการสร้างเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในชุมชนอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือการเกิดต้นแบบอาชีพใหม่และกลุ่มความร่วมมือที่สามารถขยายผลได้อย่างยั่งยืน ซึ่งช่วยให้ครัวเรือนต่างๆ มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้

ควบคู่กันไป ด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ โครงการ ‘ประโยชน์สุข – ชุมชนจัดการน้ำ’ ได้สร้างต้นแบบการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนเพื่อชุมชน โดยเชื่อมโยงการจัดการน้ำเข้ากับการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ โครงการได้ทำงานร่วมกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ในการติดตาม วิเคราะห์ และคาดการณ์สถานการณ์น้ำ ทำให้ชุมชนสามารถวางแผนการใช้น้ำได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงจากปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันโครงการได้ดำเนินการแล้วในกว่า 160 ชุมชนทั่วประเทศ ครอบคลุมประชาชนกว่า 43,000 ครัวเรือน ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้พวกเขาสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้เท่านั้น แต่ยังมีรายได้จากการเกษตรเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 1.5–2 เท่า

สำหรับมิติของการยกระดับสุขภาวะ โครงการ ‘ประโยชน์สุข – แพทย์โทรเวชชุมชน’ ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างสะดวกผ่านระบบ Telemedicine และ Telemonitoring การดำเนินการนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง รวมถึงลดความแออัดในโรงพยาบาลได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันมีการขยายผลไปยังโรงพยาบาลแล้ว 24 แห่งใน 21 จังหวัด โดยมีผู้ป่วยกว่า 82,000 รายที่ได้รับบริการทางการแพทย์ พร้อมกันนี้ยังได้มีการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสาธารณสุขในระดับชุมชนให้สามารถใช้เทคโนโลยีด้านสุขภาพเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง

นอกเหนือจากการพัฒนาในสามมิติหลัก เอสซีจียังดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ในการพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืนในทุกมิติ อาทิ ‘โครงการชิงเก็บลดเผา’ ที่ร่วมมือกับเกษตรกรในการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อช่วยลดปัญหาฝุ่น PM2.5 และ ‘โครงการห้องเรียนปลอดฝุ่น’ ที่มุ่งยกระดับคุณภาพอากาศในโรงเรียนผ่านการใช้นวัตกรรมและมาตรการเชิงระบบ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน

เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของการพัฒนาโครงการในพื้นที่ต่างๆ เอสซีจีจึงได้จัดงาน ‘ประโยชน์สุขเดย์: ชุมชนเล่า ชุมชนโชว์ เติบโตไปด้วยกัน’ ขึ้นเพื่อเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้นำชุมชนจากทั่วประเทศได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการเข้าร่วมโครงการ โดยมีการนำเสนอในรูปแบบ TED Talk จาก 7 ตัวแทนชุมชนต้นแบบที่ได้นำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่นของตน

หนึ่งในตัวแทนที่เข้าร่วมแบ่งปันประสบการณ์คือ ‘จิตตานันท์ พรรณา’ หรือ ‘แม่ดารี’ จากอำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ ผู้คิดค้นสมุนไพร “ยานวดน้ำตาแม่หม้าย” ที่มาจากพืชพื้นถิ่นในป่าสักทอง และต่อยอดเป็นแบรนด์ ‘ดารีสมุนไพรออร์แกนิค’ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้ผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางในชุมชนได้อย่างมั่นคง เช่นเดียวกับ ‘วารินทร์ อยู่สบาย’ หรือ ‘พี่ริน’ ตัวแทนวิสาหกิจชุมชนบ้านบ่อดินขาว จังหวัดนครสวรรค์ ที่รวมกลุ่มชาวบ้านฟื้นฟูพื้นที่บ่อขุดเก่าให้กลับกลายเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ พร้อมสร้างอาชีพเกษตรปลอดภัยภายใต้แบรนด์ ‘กล้วยแต๊ดแต๋’ ที่นำมาซึ่งรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมี ‘วรรณา พิมพันธุ์’ หรือ ‘พี่วรรณา’ ครูคณิตศาสตร์จากจังหวัดอุทัยธานี ผู้ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ฟื้นฟูลวดลายผ้าทอโบราณของชุมชนลาวเวียงและกะเหรี่ยงให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ภายใต้แบรนด์ ‘สิริวรรณา’ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโครงการประโยชน์สุขในการพัฒนาแบรนด์และช่องทางตลาด ขณะที่ ‘สุจิตรา ป้านวัน’ หรือ ‘พี่หนู’ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ใช้โครงการประโยชน์สุขเป็นแรงบันดาลใจในการปลุกชีวิต ‘ข้าวไร่วังขรี’ ให้กลับมาเป็นพืชเศรษฐกิจ สร้างรายได้สูงถึงกว่า 35,000 บาท ภายใน 3 สัปดาห์ และมีการขยายผลสู่คนรุ่นใหม่ในชุมชนอย่างต่อเนื่อง

ด้านการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ธุรกิจยังมี ‘โชติดิลก’ หรือ ผู้ใหญ่ลั่นทม จากจังหวัดแพร่ ที่พัฒนาธุรกิจ ‘ปลาส้มผู้ใหญ่ลั่นทม’ ด้วยสูตรเฉพาะจากปลานิลและข้าวสามชนิด จนได้รับมาตรฐาน อย. และอยู่ระหว่างการเตรียมเข้าสู่มาตรฐานฮาลาล พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อาทิ น้ำพริกปลาส้ม และนักเก็ตปลาส้ม รวมถึง ‘ณพัชติมนท์ อนันท์อัครเดชา ‘หรือ ‘แม่กุล’ จากจังหวัดน่าน ที่ประสบความสำเร็จจากการพัฒนา ‘มัลเบอร์รี่แก้ว’ ของฝากชื่อดังจากผลมัลเบอร์รี่ท้องถิ่น ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

ปิดท้ายด้วยความสำเร็จของ ‘กัญญ์ศิริ ยิ้มประสิทธิ์’ หรือ ‘พี่ปู’ จากอำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ผู้ก่อตั้ง ‘ตลาดลาวเวียง’ ที่สามารถฟื้นชีวิตชุมชนลาวเวียงโบราณจากศูนย์ให้กลายเป็นตลาดประจำจังหวัดที่สร้างรายได้กว่า 1 แสนบาทต่อสัปดาห์ จนเป็นศูนย์รวมของความรัก ความสามัคคี และแหล่งรายได้ที่สำคัญของคนในชุมชน

ความสำเร็จของผู้นำชุมชนทั้ง 7 คน สะท้อนให้เห็นพลังของการรวมตัวและการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมที่เกิดขึ้นจากการเสริมสร้างศักยภาพและองค์ความรู้ผ่านโครงการประโยชน์สุขของเอสซีจี ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในแต่ละพื้นที่เท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับประเทศอย่างแท้จริง