จากกรณีชุดเฉพาะกิจป้องกันและปราบปรามการกระทำผิด กรณีบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อประกอบธุรกิจหรือดำเนินกิจกรรมต่างๆ ผิดกฎหมาย จ.สุราษฎร์ธานี ภายใต้การอำนวยการของนายบันดาล สถิรชวาล รอง ผวจ.สุราษฎร์ธานี โดย พ.ต.อ.ศิริชัย สุขสาตต์ รอง ผบก.ภ.จว. สุราษฎร์ธานี หน.ชุดปฏิบัติการฯ นำหมายศาลจังหวัดเกาะสมุย เข้าตรวจค้นเป้าหมายในพื้นที่ อ.เกาะพะงัน เพื่อตรวจค้นและยึดหลักฐานเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หลังสืบทราบว่ามีนิติบุคคลสัญชาติไทย ถือครองที่ดินและสร้างอาคารวิลล่า แล้วนำไปประกอบธุรกิจในลักษณะโรงแรม เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยขณะเข้าตรวจค้น ได้แจ้งข้อหาผู้ครอบครองธุรกิจวิลล่าในข้อหา ประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 1 พ.ย. พ.ต.ท.ณัฐพงษ์ ร่มไทร รอง ผกก.สอบสวน สภ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี คณะพนักงานสอบสวน ชุดเฉพาะกิจนอมินี ได้รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม แจ้งความร้องทุกข์ ดำเนินคดีเพิ่มเติมกับบริษัท นิติบุคคลผู้ครอบครองวิลล่า และ นายรอน (สงวนนามสกุล) สัญชาติอิสราเอล ในข้อหา “…ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ, เป็นบุคคลต่างด้าวประกอบธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการด้วยเหตุผลพิเศษตามที่กำหนดไว้ในบัญชีสาม การทำกิจการโรงแรม ตามบัญชีสาม (17) และเป็นบุคคลต่างด้าวยินยอมให้ผู้มีสัญชาติไทยหรือนิติบุคคลที่มิใช่คนต่างด้าวตามพระราชบัญญัตินี้ถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด หรือนิติบุคคลใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้…”

พ.ต.ท.ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ภายหลังเข้าตรวจค้นและตรวจยึดเอกสาร คณะพนักงานสอบสวน ได้สืบสวนสอบสวนขยายผล และจากการตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนของบริษัทดังกล่าว พบว่าทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท มี นายรอน เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ถือหุ้นร้อยละ 49, น.ส.วรรณา (สงวนนามสกุล) ถือหุ้นร้อยละ 41 และบริษัทกฎหมายแห่งหนึ่ง ถือหุ้นร้อยละ 10 สัดส่วนคนไทยถือหุ้นรวมร้อยละ 51 ทำให้บริษัทมีสัญชาติไทย แต่ความเป็นจริงจากการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล และพยานเอกสาร พบว่า โรงแรมที่เกิดเหตุมี นายรอน เป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว แต่ได้ใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทนโดยไม่ได้ลงทุนจริง (นอมินี)

ส่วนรายที่ 2 เป็นการแจ้งข้อกล่าวเพิ่มเติม กรณีชุดเฉพาะกิจเข้าเข้าตรวจค้นสถานที่ก่อสร้างแห่งหนึ่ง ในพื้นที่บ้านในวก หมู่ 3 ต.เกาะพะงัน และจับกุมชาวเมียนมา ร่วมกันรับจ้างทำงานรับเหมาก่อสร้าง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม คดีนี้พนักงานสอบสวนได้ดำเนินคดี นายคายวิน (Mr Kyaine Win) อายุ 24 ปี สัญชาติเมียนมา ในข้อหา ร่วมกันประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต (รับเหมาก่อสร้าง) และแจ้งข้อหาแรงงานชาวเมียนมาอีก 9 ราย ว่าเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือสิทธิที่จะทำได้

ในคดีนี้คณะพนักงานสอบสวนชุดเฉพาะกิจ ได้สืบสวนขยายผลพบว่า นายคายวิน ได้ทำงานเป็นผู้ดูแลคนงานของบริษัทรับเหมาก่อสร้างแห่งหนึ่ง โดยมี นายรันเน (สงวนนามสกุล) สัญชาติอิสราเอล เป็นเจ้าของ และยังพบว่าเป็นการจัดตั้งบริษัทนิติบุคคลที่มีชาวไทยเป็นนอมินี จึงแจ้งข้อหา ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ, เป็นบุคคลต่างด้าวประกอบธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการด้วยเหตุผลพิเศษตามที่กำหนดไว้ในบัญชีสาม การทำกิจการโรงแรม ตามบัญชีสาม (13) และเป็นบุคคลต่างด้าวยินยอมให้ผู้มีสัญชาติไทยหรือนิติบุคคลที่มิใช่คนต่างด้าวตามพระราชบัญญัตินี้ถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด หรือนิติบุคคลใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติ แห่งพระราชบัญญัตินี้”

ทั้งนี้ยังพบว่าการกระทำของ นายรันเน มีสำนักงานที่ปรึกษากฎหมายและการบัญชีแห่งหนึ่งคอยให้การช่วยเหลือ จึงได้ร้องทุกข์ กล่าวโทษ ให้พนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ดำเนินคดี เจ้าของบริษัทที่ปรึกษากฎหมายและการบัญชีดังกล่าว ในข้อหา “ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ, เป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือนิติบุคคลที่มิใช่คนต่างด้าวตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนหรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว อันเป็นธุรกิจที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ (ธุรกิจก่อสร้าง)”

โดยคนต่างด้าวนั้นมิได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจดังกล่าว หรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยแสดงออกว่าเป็นธุรกิจของตนแต่ผู้เดียวหรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด หรือนิติบุคคลใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งคนต่างด้าวซึ่งยินยอมให้ผู้มีสัญชาติไทยหรือนิติบุคคลที่มิใช่คนต่างด้าวตามพระราชบัญญัตินี้กระทำการดังกล่าว.